
ควอนตัมไมโครซอฟท์ถูกเขย่าอีก Nature ตั้งคำถามความน่าเชื่อถือของงานวิจัย
แผนพัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์ของไมโครซอฟท์ถูกจับตาอีกครั้ง หลังวารสารวิทยาศาสตร์ Nature เผยบทวิจารณ์ตั้งข้อสงสัยต่องานวิจัยสำคัญของบริษัท โดยเฉพาะเทคโนโลยี “มาจอรานา” ที่หวังใช้เป็นทางลัดสู่การสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้งานจริงภายในปี 2029
KEY
POINTS
- วารสารวิทยาศาสตร์ Nature ตีพิมพ์บทวิจารณ์ที่ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของงานวิจัยสำคัญที่เป็นหัวใจในการพัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์ของไมโครซอฟท์
- บทวิจารณ์โต้แย้งว่าหลักฐานที่ไมโครซอฟท์ใช้อ้างอิงในการสร้างคิวบิตที่เสถียร (แนวทาง Majorana) อาจเป็นเพียงสัญญาณรบกวนแบบสุ่ม ไม่ใช่การค้นพบทางฟิสิกส์ที่แท้จริง
- ไมโครซอฟท์ปฏิเสธข้อกังวลดังกล่าว โดยยืนยันว่างานวิจัยของบริษัทมีความน่าเชื่อถือและเทคโนโลยีดังกล่าวยังคงถูกใช้งานจริงในการพัฒนาโครงการควอนตัม
ไมโครซอฟท์ หนึ่งในยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีโลก กำลังเผชิญคำถามสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวติ้ง หลังมีบทวิจารณ์ใหม่ในวารสารวิทยาศาสตร์ Nature ตั้งข้อกังวลต่องานวิจัยที่เป็นหัวใจของแผนพัฒนาควอนตัมของบริษัท
เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเล็กในวงการเทคโนโลยี เพราะควอนตัมคอมพิวเตอร์ถูกมองว่าเป็น “คอมพิวเตอร์ยุคใหม่” ที่อาจคำนวณปัญหาซับซ้อนระดับสูงได้เร็วกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นงานวิทยาศาสตร์ขั้นสูง การพัฒนายา วัสดุใหม่ หรือแม้แต่ระบบความมั่นคงไซเบอร์
ควอนตัมคอมพิวเตอร์คืออะไร ทำไมบิ๊กเทคแย่งกันพัฒนา
คอมพิวเตอร์ทั่วไปทำงานด้วย “บิต” ซึ่งมีค่าเป็น 0 หรือ 1 แต่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้หน่วยพื้นฐานที่เรียกว่า “คิวบิต” ซึ่งสามารถอยู่ในสถานะที่ซับซ้อนกว่า ทำให้มีศักยภาพในการคำนวณบางประเภทได้เร็วและทรงพลังกว่าเดิมมาก
ปัญหาคือ คิวบิตมีความเปราะบางสูงมาก เสียสถานะได้ง่ายภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที การสร้างคิวบิตให้เสถียรและใช้งานได้จริงจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังแข่งขันกัน
Majorana คืออะไร ทำไมไมโครซอฟท์เดิมพันสูง
จุดที่ทำให้ไมโครซอฟท์แตกต่างจากคู่แข่ง คือบริษัทเลือกใช้แนวทางที่เกี่ยวข้องกับ “มาจอรานา” หรือ Majorana ซึ่งอธิบายง่าย ๆ ได้ว่า เป็นสถานะทางควอนตัมชนิดพิเศษที่นักฟิสิกส์คาดการณ์มานานว่า หากควบคุมได้จริง อาจช่วยสร้างคิวบิตที่เสถียรกว่าเดิม
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น Majorana เปรียบเหมือน “ชิ้นส่วนสำคัญ” ที่ไมโครซอฟท์หวังว่าจะทำให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์มีความทนทานขึ้น ไม่เสียข้อมูลง่าย และเข้าใกล้การใช้งานจริงมากกว่าวิธีทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือ การมีอยู่และการตรวจจับ Majorana ในระบบของไมโครซอฟท์ยังเป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งตั้งคำถามว่า หลักฐานหนักแน่นพอแล้วหรือไม่
ก่อนหน้านี้ ไมโครซอฟท์เคยประกาศว่าพบสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับ Majorana แต่การค้นพบดังกล่าวยังไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น Nature
Nature ตั้งคำถามงานวิจัยสำคัญของไมโครซอฟท์
บทวิจารณ์ล่าสุดใน Nature เขียนโดย เฮนรี เลกก์ อาจารย์ด้านฟิสิกส์ควอนตัมจากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ส ประเทศสกอตแลนด์ โดยตั้งข้อกังวลต่องานวิจัยของไมโครซอฟท์ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025
งานวิจัยฉบับนี้ไม่ได้ถูกถอนออกจากวารสาร แต่ถือเป็นงานสำคัญ เพราะถูกใช้เป็นฐานสนับสนุนความพยายามด้านควอนตัมของไมโครซอฟท์ในช่วงต่อมา
สาระของงานวิจัยดังกล่าวคือ ไมโครซอฟท์ระบุว่าบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สามารถช่วยตรวจจับ “ช่องว่างขนาดเล็ก” ในเส้นลวดนำไฟฟ้าชนิดพิเศษ ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างคิวบิตที่เสถียรขึ้น
แต่เฮนรี เลกก์ โต้แย้งว่า ซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์ให้ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกัน และมีการรายงานผลที่อาจคลาดเคลื่อน เขายังระบุว่า ข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่ไมโครซอฟท์เปิดเผย แต่ไม่ได้ใส่ไว้ในงานวิจัย กลับดูเหมือน “สัญญาณรบกวนแบบสุ่ม” มากกว่าจะเป็นหลักฐานชัดเจนตามที่บริษัทอ้าง
เปรียบเหมือนเห็นภาพบนขนมปังปิ้ง
เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น เฮนรี เลกก์ เปรียบกรณีนี้ว่าเหมือนคนที่พยายามมองหาภาพพระเยซูบนขนมปังปิ้ง หากค้นหาขนมปังจำนวนมากพอ สุดท้ายก็อาจเจอลวดลายบางอย่างที่ดูเหมือนภาพที่ต้องการ
ความหมายของการเปรียบเทียบนี้คือ หากค้นหาข้อมูลจำนวนมากในระบบที่มีความสุ่มสูง อาจพบรูปแบบบางอย่างโดยบังเอิญ ทั้งที่ไม่ได้เป็นหลักฐานทางฟิสิกส์ที่แท้จริง
นี่จึงเป็นประเด็นสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์บางส่วนตั้งคำถามว่า สิ่งที่ไมโครซอฟท์พบเป็นสัญญาณสำคัญจริง หรือเป็นเพียงรูปแบบที่เกิดขึ้นจากข้อมูลที่มีความสุ่ม
ไมโครซอฟท์โต้ ยันเทคโนโลยีเดินหน้า
ด้านไมโครซอฟท์ปฏิเสธข้อกังวลดังกล่าว และยืนยันว่า งานวิจัยของบริษัทยังมีความน่าเชื่อถือ โดยระบุว่า ซอฟต์แวร์ที่ถูกตั้งคำถามเป็น “เครื่องมือปรับจูนเชิงปฏิบัติ” ใช้ค้นหาตำแหน่งที่เหมาะสมบนชิปสำหรับวางคิวบิต
เชตัน นายัค ผู้ดูแลโครงการฮาร์ดแวร์ควอนตัมของไมโครซอฟท์ ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า โค้ดดังกล่าวใช้งานได้จริง และบริษัทใช้เป็นประจำในการตั้งค่าชิปที่กำลังใช้ดำเนินการด้านควอนตัมคอมพิวติ้ง
เชตัน นายัค ยังเปรียบเทียบว่า การตั้งคำถามเรื่องนี้คล้ายกับการถามว่าเครื่องบินบินได้จริงหรือไม่ ทั้งที่กำลังยืนอยู่ข้างเครื่องบิน พร้อมระบุในเชิงว่า หากสงสัยก็ควรลองขึ้นไปนั่งดู
ไมโครซอฟท์ยืนยันว่า โครงการควอนตัมของบริษัทมีความคืบหน้าในเชิงปฏิบัติ และยังเดินหน้าตามเป้าหมายที่จะมีระบบควอนตัมใช้งานได้ภายในปี 2029
ประวัติงานวิจัยถูกท้วง ทำให้แรงกดดันเพิ่ม
แม้ไมโครซอฟท์ยืนยันความคืบหน้า แต่โครงการควอนตัมของบริษัทถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากไมโครซอฟท์ 2 ฉบับถูกถอนออกจาก Nature ขณะที่งานวิจัยอีก 2 ฉบับใน Nature และ Science เคยถูกบรรณาธิการติดประกาศเตือนเกี่ยวกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
ไมโครซอฟท์ชี้แจงว่า งานวิจัยที่ถูกถอนก่อนหน้านี้ทำขึ้นนอกห้องปฏิบัติการของบริษัท และบริษัทไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลก่อนตีพิมพ์
เซอร์เกย์ โฟรลอฟ นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก ซึ่งเคยวิจารณ์งานของไมโครซอฟท์มาก่อน ระบุว่า ไมโครซอฟท์ยังขาดหลักฐานต่อเนื่องและน่าเชื่อถือ เมื่อเทียบกับแนวทางของคู่แข่งอย่างไอบีเอ็มและควอนตินิวอัม ซึ่งไม่ได้พึ่งพามาจอรานา
เขามองว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครวางรากฐานที่ชัดเจนพอว่า ความก้าวหน้าบนแนวทางมาจอรานามีความเป็นไปได้จริงผ่านการทดลองที่เชื่อถือได้หลายชุด ตรงกันข้าม กลับมีงานวิจัยหลายฉบับถูกท้าทายในระดับพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง
เดิมพันใหญ่ของเทคโนโลยีอนาคต
กรณีนี้สะท้อนว่า ควอนตัมคอมพิวเตอร์ยังเป็นเทคโนโลยีที่มีทั้งความหวังและความไม่แน่นอนสูง
สำหรับไมโครซอฟท์ หากแนวทางมาจอรานาประสบความสำเร็จ บริษัทอาจก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสำคัญของยุคควอนตัม แต่หากหลักฐานยังถูกตั้งคำถามต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นต่อแผนควอนตัมของบริษัทก็อาจถูกกดดันมากขึ้น
ในระยะสั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ไมโครซอฟท์ประกาศว่าจะมีระบบควอนตัมภายในปี 2029 เท่านั้น แต่อยู่ที่บริษัทจะสามารถพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ให้ชัดเจนได้หรือไม่ว่า เทคโนโลยีที่ใช้เป็นฐานสำคัญของแผนนี้มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ
ที่มา รอยเตอร์







