
AI ขึ้นแท่นความเสี่ยงไซเบอร์อันดับ 1 ไทย จับตาภัยควอนตัม
สกมช. เปิดผลประเมินความเสี่ยงไซเบอร์ปี 2569 ชี้ AI ถูกเลือกมากที่สุด 68.1% ขณะที่ Ransomware ยังเป็นภัยสำคัญ จับตาผลกระทบลุกลามข้ามภาคส่วน
KEY
POINTS
- สกมช. เผยผลประเมินความเสี่ยงไซเบอร์ปี 2569 พบว่าการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับ AI (ทั้งการใช้ AI โจมตีและโจมตีระบบ AI) กลายเป็นความเสี่ยงอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญมากที่สุด
- ภัยคุกคามจากเทคโนโลยีควอนตัมถูกจัดเป็นความเสี่ยงสำคัญติด 5 อันดับแรก สะท้อนถึงความจำเป็นที่องค์กรต้องเริ่มเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านการเข้ารหัสข้อมูล
- แม้ AI จะเป็นความเสี่ยงใหม่ที่น่ากังวล แต่ภัยคุกคามพื้นฐานอย่างมัลแวร์เรียกค่าไถ่ การขโมยข้อมูลยืนยันตัวตน และช่องโหว่ซอฟต์แวร์ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง
สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เปิดผล “รายงานการประเมินความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ของประเทศไทย พ.ศ. 2569” พบว่า การใช้ AI สนับสนุนการโจมตีและการโจมตีระบบ AI เป็นความเสี่ยงที่ผู้ตอบแบบประเมินเลือกให้ความสำคัญมากที่สุด ขณะที่มัลแวร์เรียกค่าไถ่ การขโมยข้อมูลรับรองตัวตน และช่องโหว่ซอฟต์แวร์ยังเป็นภัยสำคัญ พร้อมเริ่มจับตาความเสี่ยงจากเทคโนโลยีควอนตัม
รายงานดังกล่าวจัดทำภายใต้กรอบการประเมินความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ระดับประเทศของประเทศไทย หรือ TH-NCRAF 2026 เพื่อสะท้อนภาพความเสี่ยงและแนวโน้มภัยคุกคามที่ประเทศต้องเตรียมรับมือในช่วง 2 ปีข้างหน้า
การประเมินรวบรวมข้อมูลจากผู้ตอบแบบประเมิน 235 ราย จากหน่วยงานที่เข้าร่วม 134 หน่วยงาน นำรายการความเสี่ยง 1,156 รายการมาวิเคราะห์ ครอบคลุม 20 สถานการณ์ความเสี่ยง ตั้งแต่ R1–R20 โดยพบว่า 49.8% ของรายการความเสี่ยงที่ประเมินอยู่ในระดับสูง สะท้อนความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือทั้งภัยคุกคามเดิมและภัยรูปแบบใหม่
AI เสี่ยงทั้งเครื่องมือโจมตีและระบบที่ถูกโจมตี
ผลประเมินระบุว่า สถานการณ์ R19 หรือการใช้ AI สนับสนุนการโจมตีและการโจมตีระบบ AI หรือ AI-Enabled Attack ถูกเลือกเป็นความเสี่ยงสำคัญมากที่สุด โดย 68.1% ของผู้ตอบเลือกเป็นความเสี่ยงสำคัญ และ 40.0% ของผู้ตอบจัดให้เป็นความเสี่ยงอันดับ 1
นอกจากนี้ ผลประเมินยังระบุว่า 70.0% ประเมินความเสี่ยงดังกล่าวอยู่ในระดับสูง ขณะที่ 84.2% ของผู้บริหารเลือก AI เป็นความเสี่ยงสำคัญ แสดงให้เห็นว่าประเด็นนี้ได้รับความสนใจในระดับการบริหารองค์กรด้วย
ความเสี่ยงจาก AI ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการโจมตี แต่ยังครอบคลุมการโจมตีระบบ AI โดยตรง ซึ่งอาจกระทบต่อระบบงานขององค์กร และขยายผลไปยังหน่วยงานที่เชื่อมโยงกัน
สำหรับโอกาสเกิดผลกระทบต่อเนื่องข้ามภาคส่วนจาก AI ผลประเมินระบุสัดส่วน 20.0% สูงที่สุดในบรรดา 20 สถานการณ์ที่ประเมิน
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลการเลือกและประเมินความเสี่ยง ไม่ใช่สัดส่วนของเหตุโจมตีไซเบอร์ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย โดยข้อมูลสรุปที่ใช้ประกอบข่าวไม่ได้ระบุฐานคำนวณของตัวเลข 70.0% และ 20.0% อย่างชัดเจน
เปิด 5 ความเสี่ยงที่ถูกเลือกมากที่สุด
เมื่อพิจารณาสถานการณ์ความเสี่ยงตามสัดส่วนผู้ตอบที่เลือกให้ความสำคัญมากที่สุด 5 อันดับ พบว่า
- R19 การใช้ AI สนับสนุนการโจมตีและการโจมตีระบบ AI 68.1%
- R4 มัลแวร์เรียกค่าไถ่ หรือ Ransomware 39.6%
- R6 การขโมยข้อมูลรับรองตัวตน หรือ Credential Theft 38.7%
- R20 ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีควอนตัม หรือ Quantum Threat / PQC 36.6%
- R5 ช่องโหว่แบบ Zero-Day 35.7%
แม้ AI จะขึ้นมาเป็นความเสี่ยงที่ถูกเลือกมากที่สุด แต่ผลประเมินสะท้อนว่า ภัยพื้นฐานอย่างมัลแวร์เรียกค่าไถ่ การขโมยข้อมูลรับรองตัวตน และช่องโหว่ซอฟต์แวร์ยังเป็นประเด็นที่องค์กรต้องให้ความสำคัญควบคู่กัน
ขณะเดียวกัน การที่ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีควอนตัมติดอันดับ 4 ตามสัดส่วนผู้ตอบที่เลือก ชี้ให้เห็นว่าองค์กรจำเป็นต้องเริ่มเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่การเข้ารหัสที่ทนทานต่อภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม หรือ Post-Quantum Cryptography (PQC)
เหตุเดียวอาจลุกลามข้ามหน่วยงาน
อีกประเด็นสำคัญของรายงานคือความเสี่ยงเชิงระบบ หรือ Cascade Effect ซึ่งเหตุการณ์ไซเบอร์หนึ่งเหตุการณ์อาจสร้างผลกระทบต่อเนื่องผ่านระบบที่เชื่อมโยงกัน ห่วงโซ่อุปทาน และผู้ให้บริการภายนอก ทำให้ผลกระทบอาจขยายเกินกว่าหน่วยงานที่เกิดเหตุ
ภาคส่วนที่ผู้ตอบประเมินว่าอาจได้รับผลกระทบต่อเนื่องมากที่สุด ได้แก่ บริการภาครัฐที่สำคัญ 53.6% รองลงมาคือ การเงินการธนาคาร 50.2% และ เทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม 47.2%
สำหรับความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain แม้มีระดับความเสี่ยงเฉลี่ยปานกลาง แต่มีโอกาสขยายผลกระทบข้ามหน่วยงานสูงเป็นอันดับ 2 สะท้อนว่าการจัดลำดับความสำคัญในการรับมือภัยไซเบอร์ต้องพิจารณาทั้งระดับความเสี่ยงภายในองค์กรและผลกระทบที่อาจส่งต่อไปยังระบบอื่น
ยกระดับกำกับ AI ควบคู่ป้องกันภัยเดิม
รายงานเสนอแนวทางให้หน่วยงานนำไปปรับใช้ตามบริบทและระดับความเสี่ยงของตนเอง โดยครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ
การกำกับดูแล AI หรือ AI Governance หน่วยงานควรจัดทำแนวปฏิบัติในการใช้ AI กำกับดูแลระบบ AI และคงการควบคุมโดยมนุษย์ หรือ Human Oversight เพื่อให้การใช้งานมีกรอบกำกับที่ชัดเจน
ความปลอดภัยด้านตัวตนและการเข้าถึงระบบ หรือ Identity & Access Security ควรใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย หรือ MFA ควบคุมบัญชีที่มีสิทธิ์สูง และประยุกต์ใช้แนวคิด Zero Trust ในการจัดการสิทธิ์เข้าถึง
ความพร้อมรับมือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ หรือ Ransomware Resilience ควรสำรองข้อมูลแยกส่วน ทดสอบการกู้คืน และฝึกซ้อมแผนตอบสนองเหตุการณ์ หรือ Incident Response เพื่อเตรียมพร้อมเมื่อระบบได้รับผลกระทบจากการโจมตี
การบริหารจัดการช่องโหว่ หรือ Vulnerability Management ควรจัดการแพตช์และตั้งค่าระบบให้มีความมั่นคงปลอดภัย เพื่อลดโอกาสถูกโจมตีผ่านช่องโหว่ของซอฟต์แวร์และระบบงาน
ภูมิทัศน์ความเสี่ยงเปลี่ยน องค์กรต้องปรับแผน
ข้อมูลสรุปรายงานระบุว่า จากเดิมที่การใช้ช่องโหว่ซอฟต์แวร์เจาะระบบเป็นความเสี่ยงอันดับ 1 ในปี 2568 สู่การโจมตีเกี่ยวกับ AI ที่ถูกเลือกเป็นความเสี่ยงสำคัญมากที่สุดในปี 2569 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ความเสี่ยงไซเบอร์ไทย
โจทย์ขององค์กรจึงเป็นการปรับแผนรับมือให้ครอบคลุมทั้งความเสี่ยงจาก AI ภัยพื้นฐานที่ยังมีความสำคัญ และความเสี่ยงระยะข้างหน้าจากเทคโนโลยีควอนตัม พร้อมพิจารณาความเชื่อมโยงกับหน่วยงานและผู้ให้บริการภายนอก เพราะเหตุโจมตีที่เริ่มต้นจากจุดเดียวอาจส่งผลต่อบริการสำคัญในหลายภาคส่วนได้







