thansettakij
thansettakij
นายกผู้ประกอบการ AI ชง 3 แนวทางเร่ง AI ไทย จี้รัฐเป็นลูกค้ารายแรก–ลงทุนคลาวด์

นายกผู้ประกอบการ AI ชง 3 แนวทางเร่ง AI ไทย จี้รัฐเป็นลูกค้ารายแรก–ลงทุนคลาวด์

16 ก.ค. 69 | 11:35 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.ค. 69 | 11:42 น.

กูรูเทค AI มองภารกิจนายกรัฐมนตรีเยือนจีนและร่วมเวที AI โอกาสเปลี่ยนความร่วมมือทางการทูตสู่การยกระดับเศรษฐกิจไทย ชี้ต้องเดินหน้าจาก MOU สู่โครงการวิจัย พัฒนา ลงทุน เปิดตลาดร่วมกัน พร้อมเสนอรัฐใช้ดีมานด์ภาครัฐสร้างตลาด AI ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประมวลผล และสนับสนุน Cloud Credit ให้ผู้ประกอบการไทย

KEY

POINTS

  • เสนอให้ภาครัฐเป็นลูกค้ารายแรก (First Buyer) ของนวัตกรรม AI ไทย โดยนำเทคโนโลยีไปใช้ปฏิรูประบบราชการเพื่อสร้างตลาดขนาดใหญ่ให้ผู้ประกอบการในประเทศ
  • เรียกร้องให้รัฐลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผล AI กลาง (Shared AI Compute) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและนักวิจัยเข้าถึงได้
  • ผลักดันโครงการสนับสนุนเครดิตการใช้งานคลาวด์ (AI Cloud Credit) ให้กับสตาร์ทอัพและ SME เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนในช่วงพัฒนาและทดลองผลิตภัณฑ์ในตลาดจริง

ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย หรือ AIEAT และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซแนปส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ SYNAPES ผู้พัฒนาเทคโนโลยี AI สัญชาติไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าการเดินทางเยือนประเทศจีนและการเข้าร่วมงานด้านปัญญาประดิษฐ์ของนายกรัฐมนตรีว่า ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยี

ปัจจุบัน AI ไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงเทคโนโลยีสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนความมั่นคงของประเทศ

ดังนั้น ไทยไม่ควรมองภารกิจดังกล่าวเฉพาะมิติการกระชับความสัมพันธ์หรือดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ต้องพิจารณาว่าองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินลงทุน และเครือข่ายความร่วมมือที่ได้รับ จะนำมาต่อยอดเพื่อสร้างความสามารถของอุตสาหกรรม AI และช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างไร

ดันความร่วมมือจาก MOU สู่โครงการจริง

ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย หรือ AIEAT

ดร.ชาญวิทย์ กล่าวว่า จีนมีความแข็งแกร่งทั้งด้านงานวิจัย สิทธิบัตร AI โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผล อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และการนำ AI ไปประยุกต์ใช้งานจริงในวงกว้าง จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะขยายความร่วมมือตั้งแต่ระดับงานวิจัยไปจนถึงการพัฒนาอุตสาหกรรม

แนวทางสำคัญคือการเชื่อมโยงนักวิจัยไทยกับทีมวิจัยระดับแนวหน้าของจีน หรือ Frontier Research ผ่านโครงการวิจัยร่วม การจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วม การแลกเปลี่ยนนักวิจัย และการเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล AI

 

ไทยมีนักวิจัย-วิศวกรที่มีศักยภาพ แต่ยังเผชิญข้อจำกัด

แม้ประเทศไทยจะมีนักวิจัยและวิศวกรที่มีศักยภาพ แต่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน ชุดข้อมูล และกำลังประมวลผล หากสามารถสร้างสะพานเชื่อมระหว่างนักวิจัยไทยกับระบบนิเวศการวิจัยระดับโลก จะช่วยลดระยะเวลาในการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศลงได้

อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์จากภารกิจดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ภายหลังการเดินทางจำเป็นต้องมีกลไกติดตามผลที่ชัดเจน โดยเปลี่ยนจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ไปสู่การวิจัยร่วม การพัฒนาร่วม การลงทุนร่วม และการเปิดตลาดร่วม

แต่ละโครงการต้องมีงบประมาณ ผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และเป้าหมายที่สามารถวัดผลได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ความร่วมมือยุติลงเพียงการประกาศเจตนารมณ์

ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย หรือ AIEAT

ยืนบนไหล่ยักษ์ แต่ต้องสร้างขาของตัวเอง

สำหรับยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ดร.ชาญวิทย์เสนอให้ดำเนินการสองด้านควบคู่กัน ด้านแรกคือการ “ยืนบนไหล่ยักษ์” โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี โมเดล AI และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศผู้นำ เพื่อเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างเศรษฐกิจใหม่

อีกด้านหนึ่งคือการสร้างความสามารถภายในประเทศภายใต้แนวคิดอธิปไตยทาง AI หรือ AI Sovereignty ซึ่งไม่ได้หมายถึงการปิดประเทศหรือปฏิเสธเทคโนโลยีจากต่างชาติ แต่หมายถึงการที่ประเทศไทยต้องมีบุคลากร ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผล และทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง

องค์ประกอบเหล่านี้จะทำให้ไทยสามารถเลือกเทคโนโลยีและกำหนดทิศทางในอนาคตได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือผูกขาดอยู่กับผู้ให้บริการต่างประเทศเพียงรายเดียว

ชงรัฐเป็นลูกค้ารายแรก สร้างตลาด AI ไทย

ดร.ชาญวิทย์เสนอให้ภาครัฐเร่งขับเคลื่อน 3 เรื่องสำคัญ โดยเรื่องแรกคือการใช้ความต้องการซื้อและใช้งานเทคโนโลยีของหน่วยงานภาครัฐ เป็นเครื่องยนต์สร้างอุตสาหกรรม AI ภายในประเทศ

ภาครัฐถือเป็นหนึ่งในผู้ซื้อเทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุด หากมีนโยบายใช้ AI ปฏิรูประบบราชการ ลดขั้นตอนและงานซ้ำซ้อน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน จะสามารถสร้างตลาดขนาดใหญ่ให้ผู้ประกอบการ AI ไทยได้ทันที

กลุ่มงานที่มีโอกาสนำ AI ไปใช้งานได้ครอบคลุมตั้งแต่งานเอกสาร การแพทย์และสาธารณสุข การศึกษา เกษตรกรรม ความปลอดภัย ไปจนถึงการบริหารจัดการภัยพิบัติ

ภาครัฐจึงควรปรับบทบาทจากการเป็นเพียง “ผู้ให้ทุน” มาเป็น Lead Customer หรือ First Buyer ซึ่งหมายถึงการเป็นลูกค้ารายแรกของนวัตกรรมไทย โดยกำหนดการจัดซื้อจากผลลัพธ์และประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นจริง

ขณะเดียวกัน เงินงบประมาณที่ประหยัดได้จากการนำ AI มาใช้ควรถูกนำกลับมาลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างวงจรการพัฒนาระยะยาว

ลงทุน Shared AI Compute ลดต้นทุน SME

ข้อเสนอเรื่องที่สองคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล AI ของประเทศ เนื่องจากการพัฒนาโมเดลและบริการ AI ต้องใช้กำลังประมวลผลสูง โดยเฉพาะหน่วยประมวลผลกราฟิก หรือ GPU ที่มีต้นทุนสูง

ปัจจุบัน SME สตาร์ทอัพ มหาวิทยาลัย และหน่วยงานภาครัฐจำนวนมาก ไม่สามารถลงทุนจัดซื้อระบบประมวลผลขนาดใหญ่ได้ด้วยตัวเอง ประเทศไทยจึงควรมี National AI Computing Infrastructure หรือ Shared AI Compute ที่เปิดให้หน่วยงานและผู้ประกอบการเข้าถึงในต้นทุนที่เหมาะสม

แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดความจำเป็นในการลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์เอง เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถทดลอง พัฒนา และนำ AI ไปใช้เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วขึ้น

แจก Cloud Credit หนุนทดลองตลาดจริง

ข้อเสนอเรื่องที่สามคือการจัดตั้งโครงการ Free AI Cloud Credit โดยภาครัฐทำงานร่วมกับผู้ให้บริการคลาวด์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนเครดิตการใช้งาน AI ให้กับสตาร์ทอัพ SME และนักวิจัยไทย

เครดิตดังกล่าวควรครอบคลุมทั้งช่วงวิจัยและพัฒนา ตลอดจนช่วงนำผลิตภัณฑ์ไปทดลองใช้กับลูกค้าหรือหน่วยงานจริง เนื่องจากความท้าทายของผู้ประกอบการ AI ไม่ได้อยู่เฉพาะการพัฒนาต้นแบบ หรือ Prototype แต่เป็นต้นทุนระหว่างการทดลองระบบกับผู้ใช้งานจริง ซึ่งอาจต้องใช้ทรัพยากรต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

การสนับสนุน Cloud Credit จึงเป็นเครื่องมือช่วยลดความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้น และเพิ่มโอกาสให้เทคโนโลยีจากผู้ประกอบการไทยผ่านจากห้องทดลองไปสู่ตลาดเชิงพาณิชย์

เปิดทางบริษัทไทยร่วมพัฒนา ไม่ใช่นำเข้าสำเร็จรูป

ดร.ชาญวิทย์กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องการไม่ใช่เพียงเงินทุน แต่รวมถึงตลาด โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี บุคลากร และพื้นที่สำหรับทดสอบผลิตภัณฑ์

ความร่วมมือกับจีนจึงควรมุ่งให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกันระหว่างบริษัทไทยและจีน มากกว่าการนำเทคโนโลยีสำเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายเพียงอย่างเดียว โดยต้องมีเป้าหมายทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ การร่วมลงทุน และการเปิดตลาดจีนหรือภูมิภาคให้กับผลิตภัณฑ์ AI ของไทย

UNCTAD ประเมินว่า มูลค่าตลาด AI โลกอาจเพิ่มจาก 189,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 เป็น 4.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2576 หรือขยายตัวมากกว่า 25 เท่า สะท้อนโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจใหม่ในช่วงทศวรรษข้างหน้า

ประเทศไทยจึงควรมีเป้าหมายสร้าง “Thai AI Champions” หรือบริษัท AI สัญชาติไทยที่สามารถแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลก ควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศที่ช่วยให้สตาร์ทอัพและ SME รายใหม่เติบโตขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่อง

ภาคเอกชนขนาดใหญ่ของไทยต้องปรับแนวคิดจากการแข่งขันแบบผู้ชนะกินรวบ ไปสู่การสร้างระบบนิเวศร่วมกัน โดยเปิดโจทย์ทางธุรกิจ เปิดตลาด และเปิดข้อมูลภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม ให้สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการเทคโนโลยีเข้ามาร่วมพัฒนานวัตกรรม

เพราะการแข่งขันในโลกเทคโนโลยีไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างบริษัทกับบริษัท แต่กำลังเป็นการแข่งขันระหว่างระบบนิเวศของแต่ละประเทศ

ชู Applied AI ต่อยอดจุดแข็งประเทศ

สำหรับเทคโนโลยี AI ที่เหมาะสมกับประเทศไทย ดร.ชาญวิทย์เห็นว่า ไม่ควรเริ่มต้นจากคำถามว่าเทคโนโลยีใดกำลังเป็นกระแส แต่ควรเริ่มจากปัญหาและความต้องการของประเทศ ว่า AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน หรือสร้างรายได้ใหม่ได้อย่างไร

ไทยควรให้ความสำคัญกับ Applied AI หรือการนำ AI ไปประยุกต์ใช้กับจุดแข็งของประเทศ ได้แก่ ระบบราชการและบริการประชาชน อุตสาหกรรมการผลิตและหุ่นยนต์ การแพทย์และสาธารณสุข เกษตรกรรมและอาหาร ความปลอดภัย เมืองอัจฉริยะ และ AI ภาษาไทยที่เข้าใจบริบทภายในประเทศ

นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมความพร้อมต่อเทคโนโลยีใหม่ เช่น Generative AI, Multimodal AI และ Robotics แต่หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเลือกเทคโนโลยีเพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง

ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศ AI ที่ครบวงจร ตั้งแต่บุคลากร ข้อมูล งานวิจัย โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผล เงินทุน ตลาด และกลไกการจัดซื้อของภาครัฐ

เปลี่ยนโอกาสการทูตเป็นความสามารถทางเศรษฐกิจ

ดร.ชาญวิทย์กล่าวทิ้งท้ายว่า การเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีถือเป็นโอกาสที่ดี แต่โจทย์สำคัญคือประเทศไทยจะเปลี่ยน “โอกาสทางการทูต” ให้กลายเป็น “ความสามารถทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ” ได้อย่างไร

ไทยต้องเปิดรับความร่วมมือกับประเทศผู้นำด้าน AI เพื่อช่วยให้สามารถก้าวได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันต้องลงทุนสร้างความสามารถของตัวเอง ทั้งนักวิจัย ผู้ประกอบการ โครงสร้างพื้นฐาน AI และทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมกับสร้างตลาดที่เปิดโอกาสให้นวัตกรรมไทยเติบโต

ผลจากภารกิจครั้งนี้ควรนำไปสู่แผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม ทั้งโครงการวิจัยร่วม การพัฒนาบุคลากร การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI การสนับสนุน AI Cloud Credit และการเปิดตลาดภาครัฐให้กับนวัตกรรมไทย

ท้ายที่สุด ประเทศที่จะได้รับประโยชน์จากยุค AI มากที่สุด ไม่ใช่เพียงประเทศที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถนำเทคโนโลยีมาเปลี่ยนเป็นผลิตภาพ ธุรกิจใหม่ รายได้ใหม่ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนได้รวดเร็วที่สุด