
รู้จัก WAIC 2026 เวที AI ระดับโลก เชื่อมเทคโนโลยี ธุรกิจและกติกาแห่งอนาคต
WAIC 2026 ได้รับความสนใจในประเทศไทยเพิ่มขึ้น หลังชื่อของงานปรากฏอยู่ในกำหนดการเยือนจีนของผู้นำรัฐบาล โดยงานดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่สะท้อนทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยี การลงทุน การสร้างธุรกิจ และการกำหนดกติกาด้านปัญญาประดิษฐ์ของโลก
KEY
POINTS
- WAIC 2026 คือการประชุมปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก ณ นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญสำหรับอุตสาหกรรม AI
- ทำหน้าที่เชื่อมโยงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเจรจาธุรกิจ และการลงทุนเข้าไว้ด้วยกัน
- เป็นพื้นที่สำหรับหารือและกำหนดทิศทางด้านธรรมาภิบาล รวมถึงกติกาการกำกับดูแล AI ในอนาคต
การเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 16–20 กรกฎาคม 2569 ซึ่งมีภารกิจเข้าร่วมงาน World Artificial Intelligence Conference 2026 หรือ WAIC 2026 ทำให้เวทีปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกแห่งนี้ถูกกล่าวถึงในประเทศไทยเป็นวงกว้างมากขึ้น
WAIC เป็นที่รู้จักในแวดวงเทคโนโลยี นักลงทุน ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การเข้าร่วมงานของผู้นำรัฐบาลไทยครั้งนี้ ยิ่งทำให้งานได้รับความสนใจในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน นโยบายอุตสาหกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า WAIC มีบทบาทอย่างไร เหตุใดจีนจึงให้ความสำคัญกับเวทีนี้ และแนวโน้มที่เกิดขึ้นภายในงานจะส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในอนาคตอย่างไร
WAIC ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงหุ่นยนต์หรือผลิตภัณฑ์ AI รุ่นใหม่ แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงตั้งแต่งานวิจัย เทคโนโลยี เงินลงทุน การสร้างธุรกิจ การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการกำหนดแนวทางและกติกาการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในระดับโลก
WAIC 2026 คืออะไร
WAIC ย่อมาจาก World Artificial Intelligence Conference หรือการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก จัดขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยงานในปี 2026 จัดควบคู่กับการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก
งานมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–20 กรกฎาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “Intelligent Partners, Co-create the Future” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงบทบาทของ AI จากการเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำงานบางประเภท ไปสู่การเป็น “พันธมิตรอัจฉริยะ” ที่เข้ามาทำงานร่วมกับมนุษย์ ภาคธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และสังคม
สาระสำคัญของงานจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคำถามว่า AI สามารถทำอะไรได้บ้าง แต่ยังครอบคลุมถึงคำถามที่ใหญ่กว่า ตั้งแต่ AI จะเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมอย่างไร ประเทศต่าง ๆ ควรออกแบบระบบกำกับดูแลเทคโนโลยีนี้ในรูปแบบใด ไปจนถึงจะทำอย่างไรให้ประโยชน์จาก AI ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะบริษัทหรือประเทศที่มีความได้เปรียบทางเทคโนโลยี
WAIC จึงเป็นทั้งเวทีแสดงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พื้นที่เจรจาทางธุรกิจ แหล่งระดมทุน และเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับกติกาที่จะกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม AI ในอนาคต
กระจายการจัดงานครอบคลุม 3 พื้นที่สำคัญของเซี่ยงไฮ้
WAIC 2026 กระจายพื้นที่การจัดงานออกเป็น 3 จุดสำคัญของนครเซี่ยงไฮ้ ได้แก่ พื้นที่เอ็กซ์โป พื้นที่จางเจียง และพื้นที่เวสต์บันด์
พื้นที่เอ็กซ์โปทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของนิทรรศการและการประชุมขนาดใหญ่ ขณะที่จางเจียงเป็นหนึ่งในเขตเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำคัญของจีน ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยี สถาบันวิจัย และธุรกิจนวัตกรรมจำนวนมาก
ส่วนเวสต์บันด์เป็นย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และพื้นที่จัดกิจกรรมริมแม่น้ำหวงผู่ ซึ่งเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับศิลปะ การออกแบบ และวิถีชีวิตของเมือง
การกระจายการจัดงานไปยังหลายพื้นที่สะท้อนความตั้งใจของผู้จัดที่ต้องการให้ WAIC ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายในศูนย์ประชุม แต่เชื่อมโยงเข้ากับระบบนิเวศด้านธุรกิจ เทคโนโลยี การวิจัย และชีวิตประจำวันของนครเซี่ยงไฮ้
กิจกรรมภายใน WAIC 2026 แบ่งออกเป็น 6 ส่วนหลัก ได้แก่ เวทีประชุมและเสวนา นิทรรศการ การประกวดและมอบรางวัล การทดลองใช้เทคโนโลยี การบ่มเพาะนวัตกรรม และการสรรหาบุคลากร
โครงสร้างดังกล่าวทำให้งานไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาแสดง แต่ยังครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาองค์ความรู้ การสร้างธุรกิจ การเชื่อมโยงเงินทุน ไปจนถึงการสร้างบุคลากรรองรับอุตสาหกรรม AI
จัดกว่า 140 เวที ดึงแขกนานาชาติมากกว่า 1,400 คน
ข้อมูลจากการแถลงข่าวก่อนเปิดงานระบุว่า WAIC 2026 วางแผนจัดเวทีประชุมและเสวนามากกว่า 140 เวที พร้อมรวบรวมแขกรับเชิญจากนานาประเทศมากกว่า 1,400 คน
ผู้เข้าร่วมครอบคลุมทั้งผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยี นักวิจัย นักพัฒนา ผู้ประกอบการ นักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายปัญญาประดิษฐ์
ประเด็นที่จะถูกนำมาหารือมีตั้งแต่โมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ ระบบ AI Agent หุ่นยนต์ ชิปประมวลผล ระบบอัตโนมัติ การใช้ AI ในภาคการผลิตและบริการ ไปจนถึงประเด็นด้านความปลอดภัย จริยธรรม และธรรมาภิบาล
การจัดประชุมควบคู่กับนิทรรศการทำให้ WAIC เป็นทั้งเวทีแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยีและพื้นที่เจรจาทางธุรกิจ บริษัทเทคโนโลยีสามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ สร้างพันธมิตร และพบปะนักลงทุน ขณะที่รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศสามารถใช้เวทีนี้แลกเปลี่ยนแนวทางกำกับดูแล AI
ในอีกด้านหนึ่ง เวทีเสวนาจำนวนมากยังสะท้อนว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรม AI ไม่ได้อยู่เฉพาะการพัฒนาโมเดลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร ระบบข้อมูล เงินทุน และมาตรฐานการกำกับดูแลที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน
พื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตร รวมบริษัทและองค์กร 1,100 แห่ง
อีกหนึ่งตัวเลขที่สะท้อนขนาดของ WAIC 2026 คือพื้นที่จัดแสดงรวมมากกว่า 100,000 ตารางเมตร โดยคาดว่าจะมีบริษัทและองค์กรจากทั่วโลกเข้าร่วมมากกว่า 1,100 แห่ง
ผู้จัดเตรียมนำผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาจัดแสดงมากกว่า 3,000 รายการ ตั้งแต่ระบบประมวลผล AI โมเดลภาษา หุ่นยนต์อัจฉริยะ รถยนต์และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ เทคโนโลยีการแพทย์ การเงิน การศึกษา ไปจนถึงระบบบริหารจัดการเมือง
จุดเด่นของงานจึงไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอเทคโนโลยีที่ยังอยู่ในห้องทดลอง แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่า AI กำลังถูกนำไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ บริการสาธารณะ และชีวิตประจำวันอย่างไร
สำหรับผู้ประกอบการ งานลักษณะนี้ถือเป็นพื้นที่สำหรับมองหาพันธมิตร เทคโนโลยี นักลงทุน ลูกค้า และโอกาสเข้าสู่ตลาดใหม่ ขณะที่นักลงทุนสามารถใช้ข้อมูลจากภายในงานเพื่อประเมินว่าธุรกิจหรือเทคโนโลยีประเภทใดกำลังมีแนวโน้มเติบโต
ขณะเดียวกัน การรวมผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ใช้งาน และผู้กำหนดนโยบายไว้ในพื้นที่เดียวกัน ยังช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างฝั่งผู้สร้างนวัตกรรมกับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้จริง
เปิดพื้นที่ธุรกิจ “บริษัทคนเดียว” ครั้งแรก
หนึ่งในแนวคิดใหม่ที่ถูกนำเสนอใน WAIC 2026 คือพื้นที่สำหรับ OPC หรือ One-Person Company ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีผู้ประกอบการประมาณ 180 ราย เตรียมเข้าร่วมจัดแสดงผลงาน
One-Person Company สะท้อนรูปแบบธุรกิจใหม่ในยุค AI ที่บุคคลเพียงคนเดียวสามารถใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ช่วยทำงานได้หลายด้าน ตั้งแต่การเขียนโปรแกรม ออกแบบผลิตภัณฑ์ ผลิตเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูล ทำการตลาด ไปจนถึงให้บริการลูกค้า
เทคโนโลยีจึงช่วยลดข้อจำกัดด้านบุคลากรและเงินทุนของธุรกิจขนาดเล็ก เปิดโอกาสให้บุคคลหรือทีมขนาดเล็กสามารถสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่แข่งขันกับองค์กรขนาดใหญ่ได้มากขึ้น
แนวโน้มดังกล่าวอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของธุรกิจสตาร์ทอัพ เพราะผู้ประกอบการอาจไม่จำเป็นต้องมีทีมขนาดใหญ่ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น แต่สามารถใช้ AI เข้ามาช่วยรับผิดชอบงานหลายประเภทและขยายธุรกิจได้เร็วขึ้น
ภายในงานยังมีการแข่งขัน OPC Independent Pioneer Challenge เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและผู้สร้างนวัตกรรมจากการแข่งขันระดับภูมิภาคเข้ามานำเสนอผลงานและโมเดลธุรกิจ
การแข่งขันดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงการคัดเลือกผลงานที่โดดเด่น แต่ยังทำหน้าที่เป็นช่องทางเชื่อมผู้ประกอบการรายเล็กเข้ากับนักลงทุน บริษัทเทคโนโลยี และตลาดในระดับที่กว้างขึ้น
SAIL Award รางวัลใหญ่ชี้ทิศทาง AI โลก
WAIC ยังมีรางวัลสำคัญชื่อ SAIL Award ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของงาน มีเป้าหมายค้นหาโครงการ AI ที่มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และศักยภาพในการยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์
หลักเกณฑ์ของรางวัลครอบคลุมคุณค่าหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม การเสริมพลังให้มนุษย์ การสร้างนวัตกรรม และการเป็นผู้นำ
รายชื่อโครงการที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รอบ 30 ผลงานสุดท้ายจึงเป็นที่จับตามอง เพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเทคโนโลยีประเภทใดกำลังใกล้เข้าสู่ตลาด หรือมีโอกาสสร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในอนาคต
ในอีกมุมหนึ่ง SAIL Award ยังทำหน้าที่เชื่อมงานวิจัยกับการลงทุน เพราะผลงานที่ได้รับการยอมรับจากเวทีระดับโลกมีโอกาสดึงดูดพันธมิตร เงินทุน และการสนับสนุนเพื่อต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์มากขึ้น
รางวัลดังกล่าวจึงไม่ได้สะท้อนเฉพาะความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี แต่ยังชี้ให้เห็นทิศทางการลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรม AI ในระยะต่อไป
WAIC-Academic เชื่อมงานวิจัยระดับโลก
นอกจากภาคธุรกิจ WAIC 2026 ยังมีเวทีวิชาการ WAIC-Academic หรือ WAICA ซึ่งถูกพัฒนาให้เป็นแพลตฟอร์มวิชาการด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับนานาชาติ
เวทีดังกล่าวมีนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำเข้าร่วม รวมถึงศาสตราจารย์เหยา ฉีจื้อ เจ้าของรางวัลทัวริง ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม และศาสตราจารย์ริชาร์ด ซัตตัน ผู้บุกเบิกด้านการเรียนรู้แบบเสริมกำลัง หรือ Reinforcement Learning ในตำแหน่งประธานร่วมระหว่างประเทศ
WAICA ได้รับผลงานที่ผ่านเกณฑ์เบื้องต้นจำนวน 284 ผลงาน จากกว่า 10 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ โดยกำหนดอัตราการรับผลงานไว้ประมาณ 20%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความพยายามของจีนในการสร้างเวทีวิชาการที่สามารถแข่งขันและเชื่อมโยงกับเครือข่ายนักวิจัยด้าน AI ระดับโลก
การจัดเวทีวิชาการควบคู่กับภาคธุรกิจยังช่วยลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับตลาด ทำให้ผลงานจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยมีโอกาสถูกนำไปพัฒนาต่อเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้งานได้จริง
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจสามารถใช้เวทีนี้ติดตามเทคโนโลยีที่อยู่ในระยะเริ่มต้น และประเมินว่าองค์ความรู้ด้านใดมีแนวโน้มสร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในอนาคต
เปลี่ยนทั้งเมืองเป็นพื้นที่ทดลอง AI
อีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้ WAIC แตกต่างจากงานแสดงเทคโนโลยีทั่วไปคือ WAIC City Walk ซึ่งเชื่อมโยงจุดทดลองและจุดสาธิต AI ในพื้นที่ทั้ง 16 เขตของนครเซี่ยงไฮ้
จุดเหล่านี้กระจายอยู่ตามศูนย์การค้า นิคมอุตสาหกรรม ย่านธุรกิจ และพื้นที่สาธารณะ เปิดโอกาสให้ประชาชนเห็นว่า AI สามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร
แนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนเซี่ยงไฮ้ให้เป็นเสมือนนิทรรศการกลางแจ้ง ให้ประชาชนและผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองใช้เทคโนโลยีนอกเหนือจากการชมผลิตภัณฑ์ภายในพื้นที่จัดแสดง
กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า จีนไม่ได้มอง AI เป็นเพียงอุตสาหกรรมเป้าหมาย แต่กำลังผลักดันให้เทคโนโลยีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ การบริหารเมือง และบริการสาธารณะ
การนำ AI ไปทดลองใช้ในพื้นที่จริงยังช่วยให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีสามารถเก็บข้อมูล ประเมินข้อจำกัด และปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานได้มากขึ้น
สำหรับภาครัฐ แนวทางดังกล่าวยังเป็นการทดสอบว่า AI สามารถนำมาช่วยบริหารจัดการเมือง การคมนาคม ความปลอดภัย สาธารณสุข และการให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
เปิด “Hi WAIC” ขยายงานจาก 4 วันสู่แพลตฟอร์มตลอดปี
ภายในงานยังมีการเปิดตัวแอปพลิเคชัน Hi WAIC ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม AI-native แรกของงาน ใช้สำหรับลงทะเบียน ซื้อตั๋ว ตรวจสอบตารางกิจกรรม และค้นหาเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ระบบยังถูกออกแบบให้รองรับการจับคู่ความต้องการทางธุรกิจ การเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขาย การสร้างเครือข่ายเฉพาะกลุ่ม ฐานข้อมูลด้าน AI และระบบสมาชิก
เป้าหมายของแพลตฟอร์มคือทำให้ WAIC ไม่ได้สิ้นสุดลงหลังการจัดงาน 4 วัน แต่กลายเป็นเครือข่ายที่เชื่อมบริษัท นักลงทุน นักพัฒนา นักวิจัย และผู้สนใจเข้าด้วยกันตลอดทั้งปี
การพัฒนา Hi WAIC ยังสะท้อนแนวโน้มของงานประชุมและนิทรรศการยุคใหม่ ซึ่งไม่ได้วัดผลเฉพาะจำนวนผู้เข้าร่วมงานหรือขนาดของพื้นที่จัดแสดง แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายและกิจกรรม







