
‘อนุทิน’ ยกทัพบุกจีน ดึงลงทุน AI-ไฮเทค 100 บิ๊กเอกชนร่วมคณะ เปิดเกมดึงทุนยักษ์
“อนุทิน” นำคณะรัฐ-เอกชนไทยกว่า 100 ชีวิต เยือนจีน 16-20 ก.ค.นี้ พบ “สี จิ้นผิง-หลี่ เฉียง” ร่วมเวที WAIC 2026 พร้อมลงนามความร่วมมือ 14 ฉบับ ดึงบริษัทยักษ์ใหญ่แดนมังกรลงทุน AI ดาต้าเซ็นเตอร์ EV อุตสาหกรรมไฮเทคและท่องเที่ยว ปักหมุดไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมอาเซียน
KEY
POINTS
- นายกฯ อนุทิน นำคณะภาครัฐและเอกชนกว่า 100 คนเยือนจีน เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูง
- มีกำหนดการหารือกับผู้นำระดับสูงของจีนและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ พร้อมลงนามความร่วมมือ 14 ฉบับที่มุ่งเน้นการพัฒนา AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
- บีโอไอ (BOI) เตรียมเปิดสำนักงานแห่งใหม่ที่นครเฉิงตู ซึ่งเป็นแห่งที่ 4 ในจีน เพื่อเจาะตลาดและดึงดูดการลงทุนจากภาคตะวันตกของประเทศ
รัฐบาลไทยเดินหน้ารุกความร่วมมือกับจีนครั้งสำคัญโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมนำคณะภาครัฐและเอกชนเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 เพื่อสานต่อพลวัตของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 และเป็นโอกาสสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ พร้อมต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างไทยกับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสาขาใหม่ ๆ อาทิ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ
รายงานข่าวเผยว่าในการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ มีภารกิจหลักคือการหารือระดับทวิภาคีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และการเข้าร่วมประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC 2026)
นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญด้านการลงนามความร่วมมือ 14 ฉบับที่มุ่งเน้นการพัฒนา เทคโนโลยี AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อยกระดับเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมของภูมิภาค และเป็นการสร้างสมดุลทางยุทธศาสตร์และความมั่นคงในอาเซียนผ่านความร่วมมือกับมหาอำนาจอย่างจีน
พบ 2 ผู้นำ MOU 14 ฉบับ
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีของไทยมีกำหนดการเยือนเมืองสำคัญทั้งหมด 3 เมืองของจีน ได้แก่ กรุงปักกิ่ง โดยจะได้เข้าพบและหารือกับผู้นำระดับสูงของจีน ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง และนายจ้าว เล่อจี้ ประธานคณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน
นครเซี่ยงไฮ้ โดยนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลกประจำปี 2569 (World Artificial Intelligence Conference 2026: WAIC 2026) และการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก และอีกเมืองสำคัญคือ นครเฉิงตู โดยการเยือนทั้ง 3 เมืองนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระชับความสัมพันธ์หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน และสร้างความร่วมมือในมิติต่างๆ ทั้งด้านเทคโนโลยี ความมั่นคง และเศรษฐกิจ
บุกเฉิงตูดึงทุนไฮเทคจีนตะวันตก
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ/BOI) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในการร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเดินการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ ในส่วนกิจกรรมของบีโอไอ ได้วางเป้าหมายไว้ 3 เรื่องหลัก
เรื่องแรก คือ การทำพิธีเปิดสำนักงานบีโอไอแห่งใหม่ ณ นครเฉิงตู ในวันที่ 18 กรกฎาคมนี้ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีให้เกียรติเป็นประธาน ซึ่งจะเป็นการเปิดสำนักงานบีโอไอในต่างประเทศแห่งที่ 18 และเป็นสำนักงานบีโอไอในจีนแห่งที่ 4 เพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม 3 แห่ง ได้แก่ ที่กรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ และนครกวางโจว ทั้งนี้เพื่อรองรับภารกิจดึงดูดและคัดกรองการลงทุนคุณภาพจากภาคตะวันตกของประเทศจีน
เรื่องที่สอง คือ การจัดสัมมนาใหญ่ Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 ที่นครเฉิงตู เพื่อเปิดเกมรุกดึงการลงทุนจากมณฑลเสฉวนและมหานครฉงชิ่งโดยตรง โดยมีนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงของมณฑลเสฉวนร่วมกล่าวปาฐกถา พร้อมทั้งจะมีการบรรยายแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากทั้งบริษัทจีนที่ประสบความสำเร็จกับการลงทุนในประเทศไทย และบริษัทไทยที่มีการลงทุนในประเทศจีน
ในการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ บีโอไอยังได้นำคณะผู้ประกอบการชั้นนำของไทยกว่า 100 คน เดินทางมาร่วมหาโอกาสด้านการลงทุน และสร้างความร่วมมือกับนักธุรกิจจีน ผ่านกิจกรรม Business Matching และ Company Visit ถือเป็นหนึ่งในคณะภาคเอกชนไทยที่ใหญ่ที่สุดที่เคยร่วมภารกิจต่างประเทศกับรัฐบาลไทย ซึ่งผู้แทนที่เข้าร่วมล้วนแล้วแต่เป็นผู้บริหารระดับสูงสุดของบริษัทผู้นำในธุรกิจสาขาต่างๆ โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหารแปรรูป พลังงานสะอาด ธุรกิจสุขภาพและการแพทย์ เคมีภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วน นิคมอุตสาหกรรม สถาบันการเงิน/ธนาคาร รวมทั้งผู้บริหารของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย-จีน
จีบบิ๊กเอกชนปิดดีลลงทุน AI-EV
เรื่องที่สาม คือ การพบหารือแบบ one-on-one ระหว่างนายกรัฐมนตรี รองนายกฯ เอกนิติ และบริษัทจีนรายใหญ่ระดับโลกในอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัล หุ่นยนต์ และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อหารือแผนการลงทุนในประเทศไทยและผลักดันการตัดสินใจลงทุนที่มีความคืบหน้าอยู่แล้วให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
โดยการหารือจะมีเวลารายละประมาณ 30 นาที มีผู้บริหารของบริษัทจีนที่จะพบและหารือนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีของไทย อาทิ บริษัท ChangAn Automobile (ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน ผลิตรถยนต์นั่ง รถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถยนต์อัจฉริยะ และรถเพื่อการพาณิชย์ มีแบรนด์ของตนเองและร่วมทุนกับค่ายรถต่างชาติ)
บริษัท Eoptolink Technology (ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารผ่านใยแก้วนำแสง (Optical Communication) ผลิตโมดูลรับ-ส่งสัญญาณแสง (Optical Transceiver) และอุปกรณ์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบ AI และเครือข่ายโทรคมนาคมความเร็วสูง)
นอกจากนี้มีบริษัท Xiaomi Corporation บริษัทเทคโนโลยีและอุปกรณ์อัจฉริยะ ผลิตสมาร์ตโฟน อุปกรณ์ IoT เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงขยายธุรกิจสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบ AI และ และบริษัท Innolight Technology (ผู้ผลิตอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายความเร็วสูง พัฒนาและผลิต Optical Transceiver สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบ Cloud Computing และโครงข่าย AI ระดับโลก) เป็นต้น
ต่อยอด AI สู่แผนปฏิบัติการ
ด้านนายชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) กล่าวว่า จีนมีความโดดเด่นทั้งด้านงานวิจัย สิทธิบัตร AI โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง ไทยจึงควรใช้โอกาสนี้สร้างความร่วมมือตั้งแต่ระดับงานวิจัยไปจนถึงการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับทีมวิจัยระดับแนวหน้าของจีนผ่านโครงการวิจัยร่วม ห้องปฏิบัติการร่วม การแลกเปลี่ยนนักวิจัย และการเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยเข้าถึง AI Computing Infrastructure
“ความร่วมมือกับจีนควรมุ่งสู่การพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกันระหว่างบริษัทไทยและจีน ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่าย โดยควรเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ การร่วมลงทุน และการเปิดตลาดจีนรวมถึงตลาดภูมิภาคให้กับผลิตภัณฑ์ AI ที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการไทย”
นายชาญวิทย์ กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นหลังการเยือนจีนของนายกรัฐมนตรี คือการแปลง “โอกาสทางการทูต” ให้เป็น “ความสามารถทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ” ของประเทศ ผ่านแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ทั้งด้านการวิจัยร่วม การพัฒนาบุคลากร การลงทุน AI Infrastructure การสนับสนุน AI Cloud Credit และการเปิดตลาดภาครัฐให้กับนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถสร้างผลิตภาพ ธุรกิจใหม่ รายได้ใหม่ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน
ผนึกพันธมิตรจีนหนุนท่องเที่ยว
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า นอกจากจะส่งเสริมให้เกิดการลงทุนของจีนในไทยแล้ว ในแง่ของการท่องเที่ยวจะมีหารือผู้ประกอบการจีน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของประเทศไทย โดยกิจกรรม ณ นครเฉิงตู ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 คณะของนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมหารือธุรกิจแบบตัวต่อตัว (One-on-One) กับสายการบิน China Sichuan Airlines และบริษัท Meituan แพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์ดิจิทัลรายใหญ่ของจีนเป้าหมาย คือ การเจรจาขยายความร่วมมือทางอากาศและการเชื่อมโยงเที่ยวบินตรง (Sichuan Airlines) รวมถึงการทำตลาดท่องเที่ยวผ่านแพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์ดิจิทัลรายใหญ่ของจีน (Meituan) เพื่อกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันตกของจีน
ส่วนกิจกรรม ณ กรุงปักกิ่ง ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 จะลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) ของททท.ร่วมกับผู้บริหารของทั้ง 5 พันธมิตรยักษ์ใหญ่ของจีน ได้แก่ CTG, Utour Group, China Comfort Group, AMAP และ TCP Red Bull เป้าหมายเพื่อร่วมมือทางยุทธศาสตร์เพื่อโปรโมต “Amazing Thailand” ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพสูง ดึงข้อมูลการตลาดแบบ Smart Tourism และยกระดับความปลอดภัยเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มพรีเมียมเข้าไทย
เชื่อมท่องเที่ยวเมืองรองไทย-จีน
ด้านนายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่าภาคเอกชนเสนอ 3 ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ ต่อการเยือนจีนของนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยในเรื่องของการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่าง 2 ประเทศ ได้แก่ 1. การส่งเสริมให้เกิดการยกระดับ Air Connectivity สู่ Regional Aviation Hub เชื่อมไทย–จีน เชื่อมอาเซียน เชื่อมยูเรเซียและยุโรป โดยเสนอว่าควรสนับสนุนการเพิ่มเที่ยวบินและเปิดเส้นทางบินใหม่ระหว่างไทย–จีน โดยเฉพาะเมืองรอง
การสนับสนุน Charter Flights และความร่วมมือระหว่างสายการบิน และการพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อสู่อาเซียน และจากไทยสู่จีนเชื่ิอม Eurasia และ ยุโรป สร้างทางเลือกใหม่รองรับผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง
2. จัดทำ Thailand–China Bilateral Tourism Agreement ฉบับใหม่ ยกระดับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวจากการส่งเสริมตลาด สู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ โดยเสนอให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการท่องเที่ยวไทย–จีน การพัฒนาความร่วมมือด้านข้อมูล การตลาด ความปลอดภัย และมาตรฐานบริการ และการส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาบุคลากร และ Smart Tourism
3. ร่วมขับเคลื่อน ASEAN–China Free Flow Tourism Strategy สร้างภูมิภาคการท่องเที่ยวไร้รอยต่อที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข้อเสนอ คือ การจัดทำแผนการตลาดร่วม ASEAN–China การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมหลายประเทศ (Multi- country Tourism) การเชื่อมโยงระบบการเดินทาง การชำระเงินดิจิทัล และอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว และผลักดันแนวคิด Two-Way Tourism เพื่อสร้างการเดินทางสองทิศทางอย่างสมดุลและยั่งยืน







