
หัวเว่ย รุก AI Revolution 2026 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน
หัวเว่ย กางโรดแมป "In Thailand, For Thailand" ทุ่มงบวิจัยแสนล้าน ปั้น Industry-Specific AI ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทยครบวงจร
KEY
POINTS
- หัวเว่ยชูวิสัยทัศน์ “In Thailand, For Thailand” มุ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย
- เน้นกลยุทธ์การพัฒนา AI ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม (Industry-Specific AI) เช่น การเงิน, สาธารณสุข, ค้าปลีก และเมืองอัจฉริยะ เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานได้จริง
- ชี้ว่าความสำเร็จของ AI ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง 3 ส่วน ได้แก่ การเก็บข้อมูล (Data Capture), การเชื่อมต่อ (Connectivity) และพลังการประมวลผล (AI Computing)
ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยในงาน AI Revolution SHIFT 2569 Shaking the Global Economy เขย่าโลก พลิกเกมธุรกิจ จัดโดยหนังสือพิมพ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า หัวเว่ยมองเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่เพียงกระแสหรือแฟชั่นชั่วคราว แต่เป็นเครื่องมือสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
โดยในแต่ละปีบริษัทลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี (R&D) ในระดับเกือบ 1 แสนล้านบาท และด้วยการเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ทำงานครอบคลุมหลายมิติ ทำให้กำหนดวิสัยทัศน์ชัดเจนในการสร้าง “Sustainable Impact” ให้กับเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “In Thailand, For Thailand”
แนวคิดดังกล่าวหมายความว่า เทคโนโลยีทุกอย่างที่นำเข้ามาจะต้องตอบโจทย์การใช้งานจริงของทั้งภาครัฐและเอกชน และต้องช่วยขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าจะเป็นเพียงเทคโนโลยีที่ดูทันสมัยแต่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจจริง
โดยมุมมองของหัวเว่ยต่อ AI และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน จึงเน้นการพัฒนาแบบ Industry-Specific AI หรือ AI ที่ออกแบบตามความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายโซลูชันไม่ได้อยู่ในขั้นทดลอง แต่ถูกใช้งานจริงแล้วในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคการเงินที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ตั้งแต่ระบบ Core Banking ระบบบัตรเครดิต ไปจนถึงการใช้ AI ตรวจจับการทุจริต ซึ่งโซลูชันเหล่านี้ถูกใช้งานในหลายประเทศ และเริ่มขยายในไทยอย่างชัดเจนในช่วงปีที่ผ่านมา
นอกจากภาคการเงิน เทคโนโลยี AI ยังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะ น้ำมันและก๊าซ รวมถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดย ดร.ชวพล เน้นว่า AI ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบเทคโนโลยีที่ใหญ่กว่า เพราะสิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการเก็บข้อมูลหรือ Data Capture ซึ่งในอดีตข้อมูลจำนวนมากสูญหาย
ดังนั้นอุปกรณ์และเทคโนโลยีระดับ Device ที่สามารถเก็บข้อมูลดิบจากพฤติกรรมการใช้งานจริงจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญ โดยข้อมูลจากพฤติกรรมจริงมีคุณภาพสูงกว่าข้อมูลจากแบบสอบถามอย่างมาก สามารถนำไปสร้างบริการใหม่หรือประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าและประชาชนได้ โดยเฉพาะในภาครัฐที่ต้องยกระดับบริการสาธารณะ และภาคเอกชนที่ต้องเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก
ดร.ชวพล อธิบายว่า เมื่อข้อมูลมีปริมาณมหาศาล การนำข้อมูลไปใช้จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีอีก 2 ชั้นรองรับ ได้แก่ Connectivity และ Network เช่น 5G, Wi-Fi 7 เพื่อเชื่อมข้อมูลจากทุกบ้าน ทุกองค์กร และทุกอุปกรณ์ จากนั้นจึงเข้าสู่ชั้นของ Cloud, AI Computing และโมเดล AI หากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานสองชั้นแรก การพูดถึง AI เพียงอย่างเดียวอาจเป็นเพียงภาพฉาบฉวย เพราะโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อมรองรับการเติบโตระยะยาว
สำหรับตัวอย่างการใช้งานในระดับเมือง ปัจจุบันทั่วโลกมีการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) แล้วในราว 100 ประเทศ โดยเมืองใหญ่หลายแห่งสามารถสร้าง Digital Twin ของเมืองขึ้นมาได้ ทำให้ผู้บริหารเมืองเห็นข้อมูลด้านสาธารณูปโภค การเดินทาง และความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะสามารถตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เช่น การทะเลาะวิวาท การจอดรถในที่ห้ามจอด พร้อมระบุป้ายทะเบียนและตำแหน่งได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง อีกตัวอย่างคือระบบรถไฟความเร็วสูง ในจีนมีการใช้หุ่นยนต์เข้าไปตรวจสอบชิ้นส่วนใต้ขบวนรถ และมีกล้องติดกับตัวรถไฟเพื่อตรวจสอบรางตลอดเส้นทาง ทำให้รู้ล่วงหน้าว่ารางช่วงใดเริ่มมีความผิดปกติแม้เส้นทางจะยาวนับพันกิโลเมตร
ในภาคสาธารณสุข เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ถูกนำมาใช้มากที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่ง ตั้งแต่การติดตามสุขภาพผ่านอุปกรณ์สวมใส่ การดูแลผู้ป่วยนอกโรงพยาบาล ไปจนถึงการนำข้อมูลพฤติกรรมมาช่วยวินิจฉัย ทำให้แพทย์เห็นข้อมูลการใช้ชีวิตจริงของผู้ป่วย ส่งผลให้การวินิจฉัยแม่นยำขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยแบกรับภาระบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งสมาร์ทวอทช์ เทเลเมดิซีน และ AI ที่ช่วยอ่านผลตรวจ ซึ่งบางกรณีมีความแม่นยำสูงถึง 98% รวมถึงเทคโนโลยี Digital Human ซึ่งสามารถสร้างตัวแทนดิจิทัลของแพทย์ พูดได้หลายภาษา และสนทนาโต้ตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติ แนวคิดนี้กำลังขยายไปสู่ Conversational Banking, Conversational Healthcare และ Conversational Retail
ในภาคค้าปลีก AI สามารถพัฒนาไปสู่ Smart Retail วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและติดตามสินค้าแบบเรียลไทม์ สร้างข้อมูลเชิงลึกให้ธุรกิจและซัพพลายเออร์ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น ส่วนในอุตสาหกรรมบันเทิง AI ถูกใช้สร้างคอนเทนต์เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้เล่นรายเล็กหรือ SMEs ไทยที่มีความคิดสร้างสรรค์สามารถแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น
เมื่อพูดถึงการทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในไทย ดร.ชวพล ระบุว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นหัวใจสำคัญ โดยหัวเว่ยได้พัฒนา AI Computing และชิปเซ็ตอย่างต่อเนื่อง เช่น CloudMatrix SuperPod ที่รองรับงานประมวลผล AI ขนาดใหญ่ขององค์กร อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกองค์กรสามารถนำข้อมูลไปไว้บน Public Cloud ได้ โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐ จึงจำเป็นต้องมีสถาปัตยกรรมแบบ Private AI Computing เพื่อความมั่นคงปลอดภัยและอธิปไตยด้านข้อมูล ขณะเดียวกันยังต้องให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์และแบตเตอรี่ สำหรับศูนย์ข้อมูล AI เพื่อสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย
ดร.ชวพล กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่หัวเว่ยให้ความสำคัญที่สุดคือการนำเทคโนโลยีมาสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศให้ได้จริง เพราะเป้าหมายของดิจิทัลและ AI ต้องลงลึกไปถึงเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างแท้จริง






