
ฟู้ดเดลิเวอรี-บริการส่งพัสดุด่วน งัด AI คุมต้นทุนรับศึกน้ำมันพุ่ง-ลุ้นอานิสงค์ WFH
บิ๊กแพลตฟอร์ม Grab-LINE MAN-J&T ขยับรับมือราคานํ้ามันผันผวนจากวิกฤตตะวันออก-กลาง แกร็บพร้อมตรึงค่าโดยสารตามนโยบายรัฐ หนุน work from home ให้ส่วนลดสูงสุด 500 บาท ด้านเจแอนด์ทีส่ง AI บริหารต้นทุนพ่วงเปิดตัวScan to Pick Up ตอบโจทย์เทรนด์ไฮบริดเวิร์ค
KEY
POINTS
- ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรีและบริการส่งพัสดุด่วน
- ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุนำเทคโนโลยี AI มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจัดการเส้นทางและเลือกประเภทรถให้เหมาะสม ช่วยควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง
- ผู้ประกอบการมองว่ามาตรการ Work From Home เป็นโอกาส โดยออกโปรโมชันส่วนลดกระตุ้นยอดขายและพัฒนารูปแบบบริการใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า
ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่กระทบการผลิตหรือเส้นทางขนส่ง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคานํ้ามันดิบโลกปรับสูงขึ้นทันที และส่งต่อมายังราคานํ้ามันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์และต้นทุนนํ้ามันของไทยตามลำดับ โดยไทยมีกลไก กองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง เป็นเครื่องมือหลักในการลดแรงกระแทกจากความผันผวนของราคา โดยยืนยันว่าหลังครบกำหนด 15 วัน
นอกจากนี้ยังมีมาตรการให้หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ work from home เพื่อลดการใช้พลังงาน ทั้งนี้ ฟู้ดเดลิเวอรี และบริการส่งพัสดุด่วน ถือเป็นหนึ่งในบริการที่ได้รับผลกระทบ จาก ราคานํ้ามัน และ มาตรการ work from home
นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า แกร็บได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจรวมถึงผู้คนในอีโคซิสเต็ม ไม่ว่าจะเป็น คนขับ ไรเดอร์ พาร์ทเนอร์ร้านอาหาร รวมถึงผู้ใช้บริการ ขณะเดียวกันยังติดตามมาตรการและแนวทางต่างๆ ของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความพยายามในการตรึงราคานํ้ามันเพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน
ทั้งนี้ จากประเด็นที่กระทรวงคมนาคมเตรียมประกาศห้ามไม่ให้ผู้ให้บริการรถแท็กซี่และผู้ให้บริการเรียกรถผ่านแอปปรับขึ้นอัตราค่าโดยสาร แกร็บ ในฐานะผู้ให้บริการธุรกิจเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน จะพยายามให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการกำหนดอัตราค่าบริการค่าโดยสารให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของกรมการขนส่งทางบก โดยคำนึงถึงสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการพิจารณาถึงผลประโยชน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทุกภาคส่วน ในอีโคซิสเต็มอย่างเหมาะสม
“ฐานเศรษฐกิจ” ได้สอบถามไปยัง LINEMAN Wongnai แต่ได้รับการแจ้งว่ายังไม่มีความเห็นเรื่องมาตรการรองรับต้นทุนราคานํ้ามัน และ มาตรการ work from home จากรัฐบาล อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ LINE MAN ได้ประกาศแคมเปญใหญ่ลดทั่วไทย! LINE MAN “ถูกสุดทุกวัน GRAND SALE” ล็อกดีลถูกสุด 1 บาท เพื่อกระตุ้นยอดขาย และแบกเบาภาระค่าใช้จ่าย ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว และนํ้ามันแพง
ด้านเจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย (J&T Express Thailand) ยักษ์บริการขนส่งพัสดุด่วน เปิดเผยแนวทางการดำเนินงานท่ามกลางสภาวะความผันผวนของราคานํ้ามัน โดยระบุว่าบริษัทได้ติดตามสถานการณ์ราคานํ้ามันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เนื่องจากต้นทุนด้านพลังงานถือเป็นปัจจัยสำคัญในธุรกิจขนส่งที่ส่งผลกระทบต่อการวางแผนปฏิบัติการในภาพรวม บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างรอบคอบ พร้อมไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพในการให้บริการ
สำหรับมาตรการรับมือของ เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและการใช้เชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่า ในทุกขั้นตอน โดยมีการนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ดังนี้ 1. ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่: พัฒนาระบบปฏิบัติการภายในเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมของพนักงานขับรถ พร้อมให้คำแนะนำที่เหมาะสมเพื่อลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น
2.การจัดการการเดินเครื่องขณะจอด : ระบบสามารถตรวจสอบและแจ้งเตือนทันทีหากพบความผิดปกติในการเดินเครื่องยนต์ขณะจอดรถ เพื่อแก้ไขและลดจุดสูญเสียด้านเชื้อเพลิงระหว่างการปฏิบัติงานจริง 3. การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI): นำ AI มาวิเคราะห์ปริมาณสินค้าในแต่ละเส้นทางขนส่ง เพื่อจับคู่ประเภทยานพาหนะให้เหมาะสมกับปริมาณงาน ช่วยให้การใช้เชื้อเพลิงในแต่ละเที่ยวมีประสิทธิภาพสูงสุดและลดการใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น
และ 4 การพัฒนายานพาหนะร่วมกับผู้ผลิต: บริษัททำงานร่วมกับผู้ผลิตเพื่อออกแบบรถขนส่งให้เหมาะกับลักษณะการใช้งาน โดยเน้นการลดนํ้าหนักตัวรถเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน รวมถึงจัดฝึกอบรมพนักงานขับรถร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์เพื่อพัฒนาทักษะการขับขี่ที่เหมาะสม
ในส่วนของแผนงานระยะยาว เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานพาหนะพลังงานทางเลือกเพิ่มเติม โดยในปัจจุบันได้เริ่มมีการนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในกระบวนการจัดส่งพัสดุปลายทางแล้ว ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานรูปแบบเดียวมากเกินไป และสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพควบคู่ไปกับความยั่งยืนและการใส่ใจสิ่งแวดล้อม
ปรับตัวรับเทรนด์Hybrid Work เปิดตัว“Scan to Pick Up”
ส่วนกรณีที่รัฐบาล มีมาตรการให้หน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ work from home นั้นเจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย มองว่าแนวโน้ม การทำงานรูปแบบ Hybrid หรือ Flexible Work ส่งผลให้พฤติกรรมการรับส่งพัสดุเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนโดยผู้บริโภคยังคงสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ต่อเนื่อง แต่ต้องการความยืดหยุ่นและความแม่นยำของช่วงเวลาจัดส่งมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ในแต่ละวัน ซึ่งเทรนด์นี้ยังเป็นโอกาสให้กลุ่มผู้ค้าออนไลน์และ SME ไทยสามารถเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขวางขึ้น ส่งผลให้ระบบขนส่งต้องปรับตัวให้คล่องตัว
เพื่อตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวบริการ “Scan to Pick Up” ซึ่งเป็นแคมเปญอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถทำรายการส่งพัสดุได้ทุกที่ทุกเวลา เพียงสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) จากนั้นพนักงานขนส่งจะเดินทางไปเข้า รับพัสดุถึงที่ บริการนี้ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและการเดินทางให้กับลูกค้าที่ทำงานจากที่บ้าน (work from home) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพการให้บริการและระบบจัดส่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมศักยภาพการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซให้ได้มากที่สุด











