thansettakij
thansettakij
ผวาราคาน้ำมันโลกพุ่ง กระทบต้นทุนร้านอาหาร สินค้าจ่อแพง

ผวาราคาน้ำมันโลกพุ่ง กระทบต้นทุนร้านอาหาร สินค้าจ่อแพง

10 มี.ค. 2569 | 10:30 น.
อัปเดตล่าสุด :10 มี.ค. 2569 | 10:32 น.

สมาคมภัตตาคารไทย เตือนราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มปรับขึ้น หลังซัพพลายผ่านช่องแคบฮอร์มุซหายกว่า 20% หวั่นกระทบต้นทุนขนส่ง-วัตถุดิบ ดันราคาอาหารพุ่ง ซ้ำเติมกำลังซื้อประชาชนที่อ่อนแรง

KEY

POINTS

  • ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าในประเทศไทย
  • ผู้ประกอบการร้านอาหารกังวลว่าต้นทุนที่สูงขึ้นจะซ้ำเติมสถานการณ์ที่ย่ำแย่อยู่แล้วจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอและยอดขายที่ลดลง
  • ราคาสินค้าและอาหารที่จ่อปรับขึ้นจะสร้างภาระให้กับประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีหนี้ครัวเรือนสูงและต้องจำกัดค่าใช้จ่าย
  • มีข้อเสนอให้ภาครัฐส่งเสริมการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเพื่อช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งให้กับร้านอาหาร

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มส่งแรงกระเพื่อมมาถึงเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาสินค้าและธุรกิจร้านอาหาร

นาง ฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวโน้มราคาน้ำมันโลกมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น จากปัจจัยด้านอุปทานที่ลดลงโดยเฉพาะน้ำมันที่ต้องผ่านเส้นทางขนส่งสำคัญในตะวันออกกลาง

“น้ำมันกว่า 20% ของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากการขนส่งสะดุดจะกระทบอุปทานโลก แต่ประเทศไทยตอนนี้ยังมีสต็อกน้ำมันสำรองอยู่ประมาณ 60 วัน ก็ต้องดูว่ารัฐบาลจะบริหารจัดการอย่างไร”

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ภาคธุรกิจกังวลไม่ใช่เพียงปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน แต่เป็นผลกระทบต่อราคาสินค้าในประเทศ หากราคาพลังงานปรับตัวขึ้นในระยะต่อไปโดยเฉพาะในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าน้ำมันล็อตใหม่มีต้นทุนสูงขึ้น “ถ้าน้ำมันขึ้นราคาสินค้าก็จะขึ้นตามเพราะต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น รัฐบาลอาจต้องพิจารณามาตรการ เช่น การใช้กองทุนน้ำมัน การลดภาษีสรรพสามิต หรือบริหารค่าการตลาดเพื่อให้ผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด”

กำลังซื้ออ่อน ร้านอาหารยอดขายดิ่ง

นางฐนิวรรณ กล่าวว่า ปัจจุบันกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศอยู่ในภาวะอ่อนแรง จากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องจำกัดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร “บางคนจำกัดค่าอาหารเดือนละ 2,000–3,000 บาท ซึ่งในเมืองหลวงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ชีวิตได้ ถ้าราคาน้ำมันขึ้น ค่าโดยสาร ค่าอาหาร และสินค้าต่าง ๆ ขึ้นหมด คนก็จะลำบากมาก”

นาง ฐนิวรรณ กุลมงคล

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านยอดขายของร้านอาหารที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะร้านขนาดกลางที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งต้นทุนและการแข่งขัน

 

“จากการสอบถามในสมาคมภัตตาคารไทยร้านอาหารจำนวนมากตอนนี้ขายได้วันละไม่ถึง 10,000 บาท ทั้งที่จริง ๆ แล้วควรต้องขายได้อย่างน้อย 20,000–30,000 บาทต่อวัน ถึงจะอยู่ได้เพราะยังมีค่าเช่า ค่าพนักงาน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกมาก”

ขณะที่ร้านอาหารริมทางหรือสตรีทฟู้ดบางแห่งยังคงมียอดขายประมาณ 5,000–8,000 บาทต่อวัน แต่ภาพรวมตลาดร้านอาหารยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก

ธุรกิจร้านอาหารขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือร้านไซซ์ S เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดเพราะไม่สามารถแข่งขันกับร้านสตรีทฟู้ดที่ต้นทุนต่ำได้ ขณะเดียวกันก็ไม่มีศักยภาพเทียบเท่าร้านขนาดใหญ่ “ร้านกลาง ๆ จะลำบากมาก เพราะแข่งกับสตรีทฟู้ดก็ไม่ได้ ราคาอาหารเขา 60 บาท แต่ร้านใหญ่ขาย 90 บาท ลูกค้าก็เลือกถูกกว่าถึงแม้เราจะใช้วัตถุดิบดีกว่าก็ตาม”

ทั้งนี้ผู้ประกอบการร้านอาหารในประเทศมีจำนวนรวมกันหลายแสนราย ซึ่งหากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งปรับตัวเพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อธุรกิจอาหารทั่วประเทศ

เสนอใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ลดต้นทุนโลจิสติกส์

นางฐนิวรรณ เสนอว่า ภาครัฐควรเร่งส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการร้านอาหารในพื้นที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และลดการพึ่งพาการขนส่งวัตถุดิบระยะไกล ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นทุนอาหารปรับตัวสูงขึ้น

ซึ่งในความเป็นจริงสินค้าเกษตรไม่ได้มีราคาสูงมากนัก แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากค่าขนส่งและคนกลางหลายทอดหากสามารถทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารเข้าถึงวัตถุดิบจากพื้นที่ใกล้เคียงได้โดยตรง ก็จะช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวยังอาจต่อยอดไปสู่การพัฒนาเมนูอาหารท้องถิ่นในแต่ละจังหวัด ซึ่งไม่เพียงช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่ง แต่ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการท่องเที่ยว ผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารในระยะยาว

อย่างไรก็ตามภาคธุรกิจยังคงเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะมีมาตรการดูแลสถานการณ์ด้านพลังงานอย่างใกล้ชิด รวมถึงการบริหารจัดการราคาพลังงานและเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อไม่ให้ผลกระทบจากสถานการณ์ต่างประเทศลุกลามจนสร้างภาระต่อประชาชนและผู้ประกอบการมากเกินไป