จุดเปลี่ยน AI กระทบแรงงานอนาคต หวั่นน.ศ.พึ่งมากเกินทำลายทักษะคิด

21 พ.ย. 2568 | 05:20 น.
อัปเดตล่าสุด :21 พ.ย. 2568 | 05:44 น.

กูรูวงการ AI ชี้ปี 69 จุดเปลี่ยนสู่ยุค Agentic AI ทรงพลังถึงขั้นทำงานแทนมนุษย์ได้จนจบกระบวนการ หวั่นนักศึกษาไทยพึ่งพา AI อย่างไม่มีสติ ทำลายทักษะการคิดวิเคราะห์ แนะทุกภาคส่วนต้องเร่งสอนให้ “ใช้ AI ฉลาด คิดเป็น” ไม่ใช่ “ใช้เป็น แต่คิดไม่เป็น” กลายเป็นภัยร้ายแรงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

KEY

POINTS

  • มหาวิทยาลัยและผู้เชี่ยวชาญแสดงความกังวลว่านักศึกษาพึ่งพา AI มากเกินไป ซึ่งอาจทำลายทักษะการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ โดยมีงานวิจัยจาก MIT ยืนยันถึงผลกระทบเชิงลบต่อสมอง
  • แนวทางแก้ไขไม่ใช่การห้ามใช้ แต่เป็นการส่งเสริมการใช้อย่างมีวิจารณญาณและมีจริยธรรม โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมทักษะ ไม่ใช่แทนที่ และต้องมีการประกาศการใช้งานอย่างโปร่งใส
  • หากคนรุ่นใหม่ขาดทักษะการคิดที่จำเป็น จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพแรงงานไทยในอนาคต ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดแรงงานยุค AI ได้

ท่ามกลางเทรนด์ AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกมาเตือนภัยว่านักศึกษาไทยกำลังพึ่งพา AI มากเกินพอดี จนอาจทำลายทักษะการคิดวิเคราะห์และส่งผลกระทบต่อการอยู่รอดในตลาดแรงงานในอนาคต

ขณะเดียวกันงานวิจัยจาก MIT Media Lab ก็ยืนยันว่าการใช้ ChatGPT มากเกินไปส่งผลเสียต่อการพัฒนาสมองและความคิดสร้างสรรค์

โดย ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอแอพพ์เทคโนโลยี จำกัด ในฐานะนายกสมาคมกิตติมศักดิ์ผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าปีหน้ากำลังจะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ AI แต่ขณะเดียวกันก็เป็นปีที่เราต้องเผชิญกับคำถามสำคัญว่า เมื่อ AI ทรงพลังขึ้นและเข้าถึงง่ายขึ้นเราจะไม่ทำลายทักษะการคิดของคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร

“จากที่ติดตามวงการ AI อย่างใกล้ชิด ปีหน้าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในหลายด้าน Agentic AI หรือ AI ที่ทำงานแทนเราได้เองจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการใช้งานจาก ‘ผู้ช่วย’ เป็น ‘ผู้ดำเนินการ’ ที่รับมอบหมายงานและทำให้เสร็จจนจบได้เอง ขณะเดียวกัน Multimodal AI จะทำให้ AI เข้าใจทั้งข้อความ รูปภาพ วิดีโอ และเสียงผสมผสานกัน”

จุดเปลี่ยน AI กระทบแรงงานอนาคต หวั่นน.ศ.พึ่งมากเกินทำลายทักษะคิด ดร.กอบกฤตย์ กล่าวต่อไปว่าทางออกไม่ใช่การห้ามใช้ AI แต่คือการสอนให้ใช้อย่างมีสติ โดยหลักการใช้ AI อย่างถูกต้องคือ ใช้ AI เพื่อเสริมทักษะ ไม่ใช่แทนที่ทักษะ เช่น ให้ AI ช่วยตรวจไวยากรณ์ แต่ต้องเขียนเองก่อน ให้ AI แนะนำแนวคิด แต่ต้องคิดวิเคราะห์และสรุปเอง

นอกจากนี้ต้องเข้าใจขอบเขตและข้อจำกัดของ AI รู้ว่า AI อาจให้ข้อมูลผิดหรือลำเอียง ต้องตรวจสอบซ้ำ และต้องระบุการใช้ AI อย่างโปร่งใส (Declaration of AI Use) บอกว่าใช้ AI ประเภทไหน ช่วยทำอะไรบ้าง แยกได้ชัดว่าส่วนไหนทำเอง ส่วนไหน AI ช่วย ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่หลายมหาวิทยาลัยเริ่มใช้

“ที่สำคัญต้องมุ่งเป้าที่การเรียนรู้ ไม่ใช่แค่งานสำเร็จ ถามตัวเองว่าเรียนรู้อะไรจากการทำงานนี้ ถ้าคำตอบคือไม่มี แสดงว่าใช้ AI ผิดวิธี เป้าหมายคือพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่แค่ส่งงาน”

จุดเปลี่ยน AI กระทบแรงงานอนาคต หวั่นน.ศ.พึ่งมากเกินทำลายทักษะคิด สถาบันการศึกษานั้นแนะนำว่าต้องจัดหลักสูตร AI Literacy เป็นวิชาบังคับทุกคณะ สร้างแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเรื่องการใช้ AI และลงทุนพัฒนาอาจารย์ให้เข้าใจ AI และสอนให้ใช้ได้อย่างถูกต้อง ส่วนภาคธุรกิจควรปรับกระบวนการสัมภาษณ์งานให้ทดสอบทักษะการคิดจริงๆ ไม่ใช่แค่ความรู้ที่ท่องจำหรือ AI สร้างได้ ขณะที่ภาครัฐ ควรเร่งออกนโยบายและมาตรฐานการใช้ AI ในการศึกษา สนับสนุนงบประมาณให้สถาบันการศึกษาพัฒนาหลักสูตร AI Literacy และส่งเสริมการวิจัยผลกระทบของ AI ต่อการเรียนรู้ในบริบทไทย

“ปี 69 AI จะทรงพลังและเข้าถึงได้มากกว่าที่เคย นี่คือโอกาสทองของไทย แต่ถ้าเราปล่อยให้คนรุ่นใหม่พึ่งพา AI อย่างไม่มีสติ เราจะได้แรงงานที่ใช้ AI เป็น แต่คิดไม่เป็น จับผิด AI ไม่ได้ ซึ่งจะเป็นภัยร้ายแรงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไม่ใช่ห้ามใช้ AI แต่ต้องใช้อย่างฉลาด เป้าหมายคือสร้างคนที่ใช้ AI เพื่อขยายขีดความสามารถของตัวเอง ไม่ใช่ใช้ AI เพื่อหลีกเลี่ยงการคิด

“ไทยมีคนเก่ง มีตลาดใหญ่ และมีรัฐบาลที่เริ่มให้ความสำคัญ ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว ถ้าเราทำได้ ไทยจะมีทั้ง AI ที่ทันสมัยและคนที่คิดเป็น นี่คือสูตรแห่งความสำเร็จในยุค AI”

ดร.กอบกฤตย์ กล่าวต่อไปอีกว่า ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของห้องเรียน แต่จะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพแรงงานไทยในอนาคต ตลาดแรงงานต้องการทักษะที่ AI ทำไม่ได้ เช่น การคิดวิเคราะห์เชิงลึก ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสารและโน้มน้าว การแก้ปัญหาในบริบทที่ไม่เคยเจอ และความเข้าใจเชิงลึกในศาสตร์ ไม่ใช่แค่ความรู้ผิวเผิน

“ถ้านักศึกษาให้ AI ทำงานแทนทั้งหมด พวกเขาจะไม่ได้พัฒนาทักษะเหล่านี้ เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน จะแข่งขันไม่ได้กับทั้ง AI ที่ทำงานซ้ำซากได้ดีกว่า และแรงงานคุณภาพสูงที่มีทักษะการคิดที่แท้จริง”

MIT ยัน ChatGPT ทำลายความคิดสร้างสรรค์

ทั้งนี้การศึกษาล่าสุดจาก MIT Media Lab ชี้ชัดว่า การใช้ ChatGPT มากเกินไปทำลายความสามารถในการคิดวิเคราะห์ นักวิจัยทำการทดลองกับผู้เข้าร่วม 54 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ให้เขียนเรียงความ SAT โดยใช้ ChatGPT, Google Search, และไม่ใช้เครื่องมือใดเลย จากนั้นวัดคลื่นสมองด้วย EEG

จุดเปลี่ยน AI กระทบแรงงานอนาคต หวั่นน.ศ.พึ่งมากเกินทำลายทักษะคิด ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่ใช้ ChatGPT มีการทำงานของสมองต่ำที่สุด ความเชื่อมโยงของเซลล์ประสาทลดลง เรียงความที่ได้ขาดความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีเอกลักษณ์ อาจารย์ผู้ตรวจเรียกว่า “ไร้วิญญาณ” (soulless) และยิ่งเขียนบ่อยขึ้น ยิ่งขี้เกียจคิดมากขึ้น จนถึงตอนท้ายแทบไม่ต้องคิดเลย แค่ก็อปปี้วางจาก AI

ที่น่าตกใจคือ เมื่อให้เขียนซ้ำโดยไม่ใช้ AI พบว่าจำเนื้อหาที่ตัวเองเคยเขียนไม่ได้ เพราะสมองไม่ได้บันทึกความทรงจำลงไป ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช้เครื่องมือใดเลยกลับมีคลื่นสมอง Alpha, Theta และ Delta สูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ ความจำ และการประมวลผลความหมาย น่าสนใจที่กลุ่มใช้ Google Search ก็มีการทำงานของสมองที่ดี แตกต่างจาก ChatGPT อย่างชัดเจน

นัยสำคัญคือ วิธีการใช้ AI มีผลต่อการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะสมองวัยเรียนที่กำลังพัฒนาอยู่ การพึ่งพา AI ตั้งแต่เด็กอาจส่งผลระยะยาวต่อความสามารถในการคิด

มธ.เตือน นักศึกษาพึ่ง AI มากเกิน

ก่อนหน้านี้ รศ.ดร.ดำรงค์ อดุลยฤทธิกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า หนึ่งในปัญหาจากการใช้ AI ทุกวันนี้ คือนักศึกษาพึ่งพิง AI มากเกินความพอดี อาทิ การใช้ทำการบ้านแทนทั้งหมด ใช้ในการทำข้อสอบแทนทั้งหมด หรือใช้เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงโดยไม่มีการตรวจสอบซ้ำ พฤติกรรมเหล่านี้ถือเป็นภาพสะท้อนของการใช้ AI อย่างไม่เข้าใจและขาดจริยธรรม ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะจะทำให้นักศึกษาขาดทักษะการคิด วิเคราะห์ อันเป็นทักษะสำคัญเป็นทักษะที่ต้องการของตลาดแรงงาน และเป็นสิ่งชี้วัดในการอยู่รอดในตลาดแรงงาน

จุดเปลี่ยน AI กระทบแรงงานอนาคต หวั่นน.ศ.พึ่งมากเกินทำลายทักษะคิด

การใช้ AI อย่างไม่เหมาะสมจะเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขวางกั้นการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้โดยตรง และยังส่งผลต่อการอยู่รอดในตลาดแรงงานในอนาคตด้วย เนื่องจากการพึ่งพิง AI มากเกินพอดีระหว่างการเรียนในรายวิชาต่าง ๆ จะทำให้นักศึกษาขาดทักษะเฉพาะศาสตร์ที่กำลังศึกษาอยู่

รวมถึงขาดทักษะการสื่อสาร ขาดการพลิกแพลงหรือประยุกต์ใช้องค์ความรู้ที่ได้เรียนมา ไม่สามารถอธิบายเนื้อหาตามความเข้าใจได้ นั่นเพราะคำตอบทั้งหมดเกิดจาก AI แต่ไม่ได้เกิดจากตัวของผู้ใช้ AI ที่สุดแล้วแทนที่การมีทักษะ AI จะช่วยให้อยู่รอดในตลาดแรงงาน กลับกลายเป็นจะทำให้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะไม่ถูกเลือกแทน

“การใช้ AI เป็นสิ่งที่จะปฏิเสธหรือห้ามใช้กันคงไม่ได้ และ AI ในปัจจุบันก็ช่วยลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนและทำงานได้จริง ฉะนั้นประเด็นจึงอยู่ที่ขอบเขตการใช้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักศึกษาทุกคนต้องรู้ และช่วยให้กระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพไม่ถูกทำลาย”

รศ.ดร.ดำรงค์ กล่าวอีกว่า การให้แนวทางและหลักเกณฑ์ที่สำคัญในการใช้ AI อย่างถูกต้องตามหลักจริยธรรมนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ผู้สอนควรมีการชี้แจงเรื่องนี้ให้มีชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นจัดการเรียนการสอนในแต่ละรายวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีการระบุไว้ใน course syllabus อย่างชัดเจนก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักศึกษา

รวมถึงการให้คำแนะนำและคำปรึกษาแก่นักศึกษาระหว่างการเรียนการสอนหรือระหว่างการทำงานที่ได้รับมอบหมายก็จะช่วยทำให้นักศึกษาได้ประโยชน์และนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

สำหรับเส้นกั้นของการใช้ AI อย่างเหมาะสมที่ชัดเจนก็คือ เป้าหมายในการใช้ เช่น ในด้านการเรียนก็ต้องมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาทักษะ ไม่ใช่ทำลายกระบวนการพัฒนาทักษะ รวมถึงการออกแบบ-กำหนดสัดส่วนการทำชิ้นงานด้วยตัวของผู้เรียนเอง ที่จะทำให้นักศึกษาเรียนรู้ถึงความเหมาะสม

เช่นกรณีนักศึกษาได้รับโจทย์ให้เขียนบทความภาษาอังกฤษ นักศึกษาจึงร่างบทความเป็นภาษาไทยแล้วให้ AI แปลส่งอาจารย์ ตรงนี้มองได้ว่านักศึกษาไม่ได้แสดงสมรรถนะของตนเองในด้านภาษา ซึ่งเป็นทักษะที่โจทย์ต้องการ จึงทำให้ขาดทั้งความคิดริเริ่มในการผลิต (Originality) และความเป็นเจ้าของผลงาน (Ownership)

“การใช้เป็นกับการใช้อย่างถูกต้องไม่เหมือนกัน ใช้เป็นคือใช้ AI ได้หลายตัวเลย และใช้ทำแทนเกือบทุกอย่างแต่ไม่ได้มีการเรียนรู้ไปด้วย ส่วนใช้อย่างถูกต้องคือรู้ว่าใช้อย่างไรและจะเรียนรู้จากสิ่งที่ใช้อย่างไรได้บ้างเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่เกิดผลกระทบเชิงลบ สิ่งเหล่านี้จะเป็นจริงได้ต้องอาศัยทั้งตัวผู้เรียน ผู้สอน และสถาบันการศึกษาสนับสนุน” รศ. ดร.ดำรงค์ กล่าว

รศ. ดร.ดำรงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันธรรมศาสตร์มีการสนับสนุนให้นักศึกษาใช้ AI เป็นตัวช่วยในการค้นคว้าหาข้อมูล หรือเพิ่มประสิทธิภาพของชิ้นงาน โดยในปีการศึกษา 2568 ธรรมศาสตร์ได้มีการจัดเรียนการสอนด้านจริยธรรมการใช้ AI ผ่านรายวิชาการศึกษาทั่วไป TU280 จริยธรรมปัญญาประดิษฐ์สำหรับผู้นำอนาคต เพื่อให้นักศึกษาตระหนัก และใช้ AI อย่างถูกต้อง และในหลักสูตรปีการศึกษา 2570 ได้ปรับให้มีการเรียนการสอน AI ในด้านต่างๆ เป็นวิชาบังคับด้วย สอดคล้องแนวนโยบายของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

นอกจากนี้ ธรรมศาสตร์ยังมีการซื้อซอฟต์แวร์สำหรับตรวจจับการใช้ AI ในชิ้นงานด้วยอีกส่วนทั้งการคัดลอก และสัดส่วนในการใช้ ไปจนถึงด้านงานวิชาการก็มีการนำหลักการ Declaration of Generative AI ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมาใช้ด้วย โดยหลักการนี้เป็นการกำหนดให้ต้องระบุให้ชัดเจนถึงการนำ AI มาใช้ในการวิจัย อาทิ ใช้ AI ประเภทไหนช่วยทำวิจัย ใช้ทำอย่างไร