
ศาลปกครองกลางยกฟ้อง “นพ.สรณ” จับตาปลดล็อกภาวะชะงักงัน บอร์ด กสทช.
ศาลปกครองกลางยกฟ้อง “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ชี้คำวินิจฉัยปมคุณสมบัติประธาน กสทช. ชอบด้วยกฎหมาย จับตาปลดล็อกภาวะชะงักงัน บอร์ด กสทช.
KEY
POINTS
- ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ
- ศาลชี้ว่ากระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่วินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามจากการปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงนั้น เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย
- ผลของคำพิพากษาทำให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ยังคงมีผลทางกฎหมาย แต่คดียังไม่ถึงที่สุด โดย นพ.สรณ ยังสามารถอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วัน
- ข้อพิพาทเรื่องสถานะของประธาน กสทช. ได้ส่งผลกระทบให้การทำงานของบอร์ด กสทช. เกิดภาวะชะงักงัน โดยมีวาระสำคัญรอการพิจารณาอยู่เป็นจำนวนมาก
ศาลปกครองกลางยกฟ้องคดี “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ขอเพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. กรณีมีลักษณะต้องห้ามจากการปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ชี้กระบวนการตรวจสอบเปิดโอกาสให้ชี้แจงและดำเนินการโดยชอบ ขณะที่มติ 4 ต่อ 0 เป็นมติของคณะกรรมการสรรหา ไม่ใช่มติของศาล
จากกรณีเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือคณะกรรมการสรรหา กสทช.
นพ.สรณ ขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย และถือว่าได้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. มาตั้งแต่ต้น
คดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 โดยศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาเวลา 15.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดี 12 อาคารศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ตามกำหนดนัดที่สำนักงานศาลปกครองเผยแพร่ไว้ก่อนหน้านี้
ศาลชี้กระบวนการตรวจสอบดำเนินการโดยชอบ
ตามรายงานผลการอ่านคำพิพากษา ศาลปกครองกลาง เห็นว่า การดำเนินการของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยได้เปิดโอกาสให้ นพ.สรณ ชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐานเกี่ยวกับสถานะการทำงานและการรับค่าตอบแทนแล้ว
อย่างไรก็ตาม นพ.สรณ ไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวอย่างเพียงพอ แต่โต้แย้งเรื่องอำนาจ องค์ประกอบ และความเป็นกลางของคณะกรรมการสรรหาเป็นหลัก
ศาลพิจารณาพยานหลักฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงแล้วเห็นว่า มีข้อเท็จจริงรองรับการวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา จึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1/2569 และมีคำพิพากษายกฟ้อง
หมายเหตุ: รายละเอียด
จุดเริ่มต้นจากสถานะ “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง”
ข้อพิพาทมีจุดเริ่มต้นจากการตรวจสอบพบว่า แม้ นพ.สรณ จะลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงระหว่างวันที่ 8 มกราคม - 12 เมษายน 2565
คณะกรรมการสรรหาเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการทำงานในฐานะลูกจ้างของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จึงเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553
เนื่องจาก นพ.สรณ ไม่ได้ยุติสถานะดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด คณะกรรมการสรรหาจึงวินิจฉัยว่า ถือเป็นการสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) ของกฎหมายฉบับเดียวกัน
นพ.สรณ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 หรือหนึ่งวันหลังจากวันที่ระบุว่าสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง
มติ 4 ต่อ 0 เป็นของคณะกรรมการสรรหา ไม่ใช่ศาล
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 ว่า การปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของ นพ.สรณเข้าข่ายเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ และเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2)
ต่อมาคณะกรรมการสรรหาได้จัดทำคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า นพ.สรณ ถือว่าได้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามผลของกฎหมาย
ดังนั้น การรายงานว่า “ศาลปกครองมีมติเอกฉันท์ 4 ต่อ 0” จึงไม่ถูกต้อง เพราะตัวเลขดังกล่าวเป็นผลการลงมติของคณะกรรมการสรรหา ส่วนผลการพิจารณาของศาลครั้งนี้ต้องใช้ถ้อยคำว่า “ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง”
“หมอสรณ” โต้คณะกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจ
นพ.สรณ ยื่นฟ้องโดยโต้แย้งว่า คณะกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจกลับมาตรวจสอบคุณสมบัติภายหลังจากกระบวนการสรรหา การให้ความเห็นชอบของวุฒิสภา และการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเสร็จสิ้นแล้ว
นอกจากนี้ ยังโต้แย้งว่า การทำหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงไม่ได้ทำให้มีสถานะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ และไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ขัดกันกับการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช.
ผู้ฟ้องคดีจึงเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต กระทบต่อสถานภาพ สิทธิ และการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธาน กสทช. และขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว
จากไม่รับฟ้อง สู่การพิจารณาเนื้อหาคดี
ก่อนหน้านี้ ศาลปกครองกลาง เคยมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา แต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 952/2569 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 กลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นและให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา
ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหามีผลกระทบโดยตรงต่อสถานภาพ สิทธิ หรือหน้าที่ของ นพ.สรณ ทำให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับหรืออาจได้รับความเดือดร้อนเสียหาย และมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง
คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงการวินิจฉัยเรื่องสิทธิในการฟ้องคดี ยังไม่ได้ตัดสินว่า นพ.สรณมีหรือไม่มีลักษณะต้องห้าม และไม่ได้วินิจฉัยว่าคำสั่งของคณะกรรมการสรรหาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
หลังศาลปกครองสูงสุดสั่งให้รับฟ้อง ศาลปกครองกลางได้รับคดีไว้พิจารณาและดำเนินกระบวนพิจารณาโดยเร่งด่วน ตามข้อ 49/2 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ก่อนนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 25 กันยายน 2569
คำพิพากษาส่งผลอย่างไรต่อสถานะประธาน กสทช.
ผลของคำพิพากษายกฟ้องทำให้คำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ยังไม่ถูกเพิกถอน และยังคงมีผลทางกฎหมายอยู่ในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม คดีนี้เป็นคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง คู่กรณียังอาจใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงไม่ควรรายงานว่าคดีสิ้นสุดแล้ว หากยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าไม่มีการอุทธรณ์หรือคดีถึงที่สุด
ส่วนผลต่อการพ้นจากตำแหน่ง การปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ตลอดจนกระบวนการที่หน่วยงานฝ่ายบริหารต้องดำเนินการต่อ จำเป็นต้องพิจารณาจากคำบังคับในคำพิพากษาฉบับเต็มและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรสรุปจากคำว่า “ยกฟ้อง” เพียงอย่างเดียว
เปิดทางอุทธรณ์ 30 วัน ต่อศาลปกครองสูงสุด
อย่างไรก็ตาม คดีนี้ไม่ได้หมายความว่าจะสิ้นสุดลงทันที เนื่องจากคู่ความยังมีช่องทางตามกระบวนการยุติธรรมในการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
ดังนั้น หลังคำพิพากษาวันนี้ ประเด็นที่ต้องจับตาต่อคือ นพ.สรณ จะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ และหากมีการอุทธรณ์ ประเด็นข้อกฎหมายใดจะถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาในชั้นศาลสูงสุด โดยมีสิทธิอุทธรณ์ได้ใน 30 วัน
จับตาปลดล็อกภาวะชะงักงันของบอร์ด กสทช.
ข้อพิพาทเรื่องสถานะ ประธาน กสทช. ส่งผลกระทบต่อการประชุมของบอร์ดในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากกรรมการบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการที่ นพ.สรณ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ขณะที่สำนักงาน กสทช. ยังคงดำเนินการภายใต้ความเข้าใจว่า นพ.สรณ ดำรงตำแหน่งอยู่
สภาองค์กรของผู้บริโภครายงาน ว่า มีวาระสำคัญเกือบ 200 เรื่องรอการพิจารณา ครอบคลุมทั้งการเปลี่ยนผ่านการใช้คลื่นซีแบนด์ การกำกับกิจการโทรคมนาคม การเตรียมความพร้อมเรื่องใบอนุญาตวิทยุและทิศทางโทรทัศน์ดิจิทัล
คำพิพากษาครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากกว่าข้อพิพาทเรื่องตำแหน่งของบุคคล เพราะเชื่อมโยงโดยตรงกับเสถียรภาพในการบริหารงานขององค์กรกำกับดูแลกิจการสื่อและโทรคมนาคมของประเทศ.







