
คุม‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ล็อกใช้ของไทย 50% คาดประกาศใช้ไม่เกินกลาง ต.ค.69
รัฐยกเครื่องคุมดาต้าเซ็นเตอร์ คุมไฟ-น้ำ-สิ่งแวดล้อม-ผังเมือง จ่อล็อกไฮเปอร์สเกล 100 MW ขึ้นไป บังคับใช้วัสดุไทย โครงการ พร้อมกางไทม์ไลน์เกณฑ์ใหม่บังคับใช้กลางต.ค. 69
KEY
POINTS
- กสทช. เตรียมเสนอเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้วัสดุโครงสร้าง งานก่อสร้าง และระบบไฟฟ้าจากผู้ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่า 50%
- คณะกรรมการนโยบายฯ กำลังเร่งวางกฎเกณฑ์กำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ชุดใหม่ที่ครอบคลุมทั้งด้านสาธารณูปโภค สิ่งแวดล้อม และการก่อสร้าง
- คาดว่าการกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์จะได้ข้อสรุปและสามารถบังคับใช้ได้จริงไม่เกินกลางเดือนตุลาคม 2569
อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หลังคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” เร่งวางกติกากำกับดูแลชุดใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่การใช้ไฟฟ้า น้ำประปา พื้นที่ก่อสร้าง มาตรฐานสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ท่ามกลางกระแสการลงทุนที่ขยายตัวรวดเร็ว แต่ไทยยังไม่มีนิยามและหลักเกณฑ์เฉพาะรองรับ
สศช.กางไทม์ไลน์บังคับใช้ไม่เกินกลาง ต.ค.
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดส่งข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์มายัง สศช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการแล้ว ทั้งข้อมูลโครงการที่ประกอบกิจการแล้ว ก่อสร้างแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างก่อสร้าง อยู่ระหว่างการพิจารณา รวมถึงข้อมูลผู้ให้บริการปัจจุบัน เกณฑ์การจัดแบ่งขนาดดาต้าเซ็นเตอร์ และค่าเฉลี่ยการใช้ไฟและน้ำ ก่อนนำมาประกอบการพิจารณาวางเกณฑ์ควบคุมธุรกิจต่อไป
นายดนุชา ระบุว่า ในส่วนหลักเกณฑ์เรื่องไฟฟ้า กระทรวงพลังงานจะต้องนำไปพิจารณาว่าจะมีเกณฑ์ควบคุมปริมาณการใช้เท่าใด รวมถึงอัตราค่าไฟสำหรับกลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ และจะออกเกณฑ์ควบคุมขนาดของแต่ละประเภท โดยหากเข้าเกณฑ์อุตสาหกรรมก็ต้องไปตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่กำหนด เพื่อไม่ให้กระทบภาคครัวเรือน ส่วนกลุ่มที่เป็นระดับไฮเปอร์สเกล ควรกำหนดระดับการใช้ไฟ 100 เมกะวัตต์ขึ้นไป ซึ่งทั้งหมดรอเสนอต่อบอร์ดพิจารณาก่อน
ทั้งนี้ เลขาธิการ สศช. คาดว่าการกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์จะได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน และน่าจะบังคับใช้ได้จริงไม่เกินกลางเดือนตุลาคม 2569 เนื่องจากปัจจุบันนักลงทุนในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์รอดูความชัดเจนของเกณฑ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด และหากผลักดันออกมาได้เร็วและรอบคอบ จะส่งผลดีต่อการกำกับดูแลที่เหมาะสมต่อไป
กสทช. ชงเกณฑ์เน้น “ของไทย-รักษ์โลก”
ด้านสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมเสนอบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์พิจารณาแนวทางและเงื่อนไขเฉพาะสำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 กรณีขอรับบริการศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยกำหนดให้ต้องมีความพร้อมด้านสาธารณูปโภค มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และสัดส่วนการใช้วัสดุจากผู้ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 50
แหล่งข่าวจาก กสทช. เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. ได้จัดทำข้อเสนอสรุปสาระสำคัญได้ 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย ประเด็นแรก คุณสมบัติและความพร้อมด้านสาธารณูปโภค ผู้ขอรับใบอนุญาตหรือผู้ประกอบกิจการต้องมีความพร้อมขั้นพื้นฐานเพื่อรองรับการใช้พลังงานปริมาณมากและความต่อเนื่องในการให้บริการ
โดยต้องมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) หรือเอกสารจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) พร้อมหนังสือรับรองการจ่ายน้ำประปาจากการประปานครหลวง (กปน.) หรือการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ที่แสดงว่ามีสิทธิและความพร้อมในการจัดสรรกำลังไฟฟ้าตามขนาด IT Load และมีน้ำเพียงพอ นอกจากนี้ยังต้องมีเอกสารแบบการก่อสร้างที่ผ่านการอนุญาตครบถ้วน ทั้งระบบการจัดการพลังงาน ระบบระบายความร้อน และระบบควบคุมความปลอดภัยในการบริหารจัดการเชื้อเพลิงและสารเคมี
ประเด็นที่สอง เงื่อนไขเฉพาะบริการศูนย์ข้อมูล ที่มุ่งเน้น “ของไทย-รักษ์โลก” โดยกำหนดให้สัดส่วนโครงสร้าง งานก่อสร้าง และระบบไฟในอาคาร เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กโครงสร้าง สายไฟฟ้า ท่อร้อยสาย และสายสื่อสาร ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และเป็นผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตในประเทศไทยที่ได้รับรองมาตรฐาน ยกเว้นกรณีไม่มีจำหน่ายในปริมาณเพียงพอ ไม่มีมาตรฐานที่เหมาะสม หรือราคาและเงื่อนไขการค้าไม่สมเหตุสมผล
ด้านนโยบายรักษ์โลก (Go Green) ผู้ประกอบการต้องมีแนวทางลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จัดส่งรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทุกปี และมีแผนจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเมื่อเลิกกิจการ โดยเฉพาะการจำแนกขยะอันตราย
ประเด็นที่สาม กรอบเวลาและการปรับปรุงใบอนุญาตเดิม โดย กสทช. เห็นชอบให้ผู้รับใบอนุญาตศูนย์ข้อมูลรายเดิมดำเนินการเพิ่มเงื่อนไขเฉพาะรายบริการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งมติ พร้อมจัดส่งเอกสารสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หนังสือรับรองน้ำประปา แบบก่อสร้างระบบพลังงาน ระบบระบายความร้อน ระบบความปลอดภัย รายงานผลการประกอบกิจการรอบปีที่ผ่านมา และชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีในรอบถัดไป
กกพ. ยกร่างระเบียบใหม่ คุมใบอนุญาตจำหน่ายไฟ
ด้านการกำกับดูแลด้านพลังงาน แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานเปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อยู่ระหว่างการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบ กกพ. ว่าด้วยการขอรับใบอนุญาตและการอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2551 โดยยกร่างระเบียบฉบับที่ 4 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขสำหรับการยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า ประเภทใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ดาต้าเซ็นเตอร์ อาศัยอำนาจตามมาตรา 11 (1) และ (2) และมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550
สาระสำคัญของร่างระเบียบ ประกอบด้วยการเพิ่มนิยามคำว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์” หมายถึง ผู้ใช้ไฟฟ้าซึ่งมีอาคาร สถานที่ หรือสิ่งปลูกสร้าง ที่มีและใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการรวบรวม เก็บ ประมวลผล รับฝาก หรือรับส่งข้อมูลโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งใช้ภายในกิจการของตนเอง นิติบุคคลในเครือ และบุคคลอื่น
นอกจากนี้ ยังกำหนดเอกสารประกอบคำขอรับใบอนุญาต ครอบคลุมรายละเอียดการใช้ไฟฟ้าตลอดอายุโครงการ ทั้งแผนการใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้า อัตรา Utility Green Tariff โครงการ Direct PPA การผลิตเพื่อใช้เอง หรือการซื้อจากเอกชนรายอื่น รวมถึงแผนสำรองไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน ลักษณะการใช้ไฟฟ้า (Load Profile) วันเริ่มจำหน่ายไฟฟ้า และเป้าหมายปีที่ต้องการบรรลุ RE100 ตลอดจนแผนการลงทุน สัญญาซื้อขายไฟฟ้า รายงานการประเมินผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า แผนบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan) และแผนด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
ร่างระเบียบยังเพิ่มหลักการพิจารณาของ กกพ. ให้ครอบคลุมความสอดคล้องกับนโยบายด้านพลังงานและดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศ ความเพียงพอของกำลังผลิตและโครงข่ายไฟฟ้า ผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่นและประโยชน์สาธารณะ และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ พร้อมกำหนดบทเฉพาะกาลให้ผู้จำหน่ายไฟฟ้าแก่ดาต้าเซ็นเตอร์รายเดิมต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตภายใน 180 วัน โดยระหว่างนั้นสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้จนกว่าจะได้รับแจ้งคำสั่งไม่อนุญาต
วสท. หวั่นช่องโหว่กฎหมายเสี่ยงต่อชุมชน
ขณะเดียวกัน วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.) ประชุมคณะทำงานด้านดาต้าเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 22 กันยายน เพื่อจัดทำแนวปฏิบัติ (Guideline) เสนอต่อกรมโยธาธิการและผังเมือง และกรุงเทพมหานคร สำหรับออกระเบียบเพิ่มเติมจากกฎหมายควบคุมอาคาร
ที่ประชุมชี้ว่า ปัญหาสำคัญไม่ใช่การละเมิดกฎหมายโดยตรง แต่เป็นการใช้ “ช่องว่าง” เนื่องจากไทยยังไม่มีการจัดประเภทอาคารดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการเฉพาะ ทำให้ต้องเทียบเคียงกับโกดังหรือสำนักงาน หลายกรณีออกแบบให้ต่ำกว่าเกณฑ์อาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ บางรายแบ่งก่อสร้างเป็นหลายหลังห่างกัน 6 เมตรในพื้นที่เดียวกันเพื่อเลี่ยงเกณฑ์ อีกทั้งยังหลุดจากการตรวจสอบหลายประเภท และยังไม่มีกลไกตรวจสอบว่าก่อสร้างและดำเนินการจริงตรงตามที่ขออนุญาตหรือไม่ ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นหารือ เช่น กรณีขออนุญาตถังน้ำมัน 10,000 ลิตร แต่ก่อสร้างจริงถึง 50,000 ลิตร โดยไม่มีหน่วยงานตรวจสอบหลังได้รับอนุญาต
ด้านความกังวลของสาธารณะ ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงกังวลทั้งเรื่องเสียง ฝุ่น ระบบระบายความร้อน (Cooling Tower) น้ำร้อนและความร้อนที่ระบายออก รวมถึงปริมาณน้ำมันสำรองจำนวนมาก โดยที่ประชุมเสนอให้จัดทำ Quick Guide ในระยะสั้น พร้อมเสนอให้แยกประเภทให้ชัดเจน เพราะประชาชนมักเหมารวมทุกขนาด ทั้งที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก (Colocation หรือ Edge ราว 10-20 เมกะวัตต์) แตกต่างจากประเภท AI ที่อาจใช้กำลังไฟฟ้าสูงถึง 200-1,000 เมกะวัตต์
สำหรับประเด็นทางเทคนิค ที่ประชุมสรุปคำถามที่พบบ่อย 5 เรื่อง ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำ เสียง ความร้อน และน้ำมันสำรอง โดยมาตรฐาน Tier IV กำหนดให้สำรองน้ำมัน 48 ชั่วโมง ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 10 เมกะวัตต์ อาจต้องสำรองน้ำมันเกือบ 200,000 ลิตร รวมถึงน้ำหนักบรรทุกพื้นที่ที่อาจสูงถึง 2 ตันต่อตารางเมตร จากเดิมราว 500 กิโลกรัม แร็กหนึ่งตู้อาจใช้ไฟถึง 1 เมกะวัตต์ภายใน 3-5 ปี ตลอดจนความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของระบบควบคุมอาคาร (OT Cybersecurity)
กรมโรงงานเล็งเพิ่มประเภท 108
ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ/BOI) ระบุกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ช่วงนี้ขอยังไม่ให้สัมภาษณ์เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะเกรงว่าสังคมจะสับสน โดยขอรอผลจากบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีมติให้ชะลอการก่อสร้างและการอนุมัติโครงการเป็นการชั่วคราว เพื่อเร่งจัดระเบียบและออกเกณฑ์ควบคุมใหม่ภายใน 1 เดือน
ขณะที่นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กรอ. ยังไม่มีประเด็นนำเสนอต่อที่ประชุม โดยมีภารกิจในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับองค์ประกอบของโรงงานว่าหากเป็นรูปแบบใดดาต้าเซ็นเตอร์จะเข้าข่าย หลังบอร์ดมีแนวคิดผลักดันให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโรงงานประเภท 108
ทั้งนี้ ขั้นตอนปัจจุบันอยู่ที่กรมโยธาธิการและผังเมืองที่จะต้องออกใบอนุญาตก่อนว่าจะเป็นประเภทใด หากเข้าข่าย กรอ. ก็จะดำเนินการเพิ่มให้เป็นโรงงานประเภท 108 จากเดิมที่อยู่ประเภท 107 โดยนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป อย่างไรก็ดี ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และปลัดกระทรวงฯ







