thansettakij
thansettakij
“เกียรติพงศ์”ยันกก.สรรหา กสทช. มีอำนาจชี้ขาด“หมอสรณ” โต้ปมสถานะเกษียณ

“เกียรติพงศ์”ยันกก.สรรหา กสทช. มีอำนาจชี้ขาด“หมอสรณ” โต้ปมสถานะเกษียณ

24 ก.ย. 69 | 13:38 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.ย. 69 | 13:52 น.

“เกียรติพงศ์ อมาตยกุล”ยันชัด กก.สรรหา กสทช.มีอำนาจชี้ขาด “หมอสรณ” โต้ปมสถานะ ย้ำยังไม่เกษียณ “ประพันธุ์”เชื่อ 25 ก.ย.นี้ ศาลปกครองชี้ขาดสอดคล้องมติกก.สรรหา-กฤษฎีกา

KEY

POINTS

  • นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานกรรมการสรรหา กสทช. ยืนยันต่อศาลว่า คณะกรรมการฯ มีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช. ย้อนหลังได้
  • กรณี นพ.สรณ โต้แย้งสถานะของประธานกรรมการสรรหาฯ โดยอ้างว่าเกษียณอายุราชการแล้ว แต่นายเกียรติพงศ์ชี้แจงว่า ตนยังคงรับราชการในตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
  • “ประพันธุ์ คูณมี”เชื่อว่า วันที่ 25 ก.ย.นี้ ศาลปกครองจะชี้ขาดสอดคล้องมติ กก.สรรหา และความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา

วันที่ 24 กันยายน 2569 นายประพันธุ์ คูณมี อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยื่นฟ้อง คณะกรรมการสรรหา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัย ที่ 1/2569 วันที่ 21 ก.ค. 2569 ว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งกรรมการ และประธาน กสทช. มาตั้งแต่ต้น 

ในชั้นการไต่สวนของศาลปกครองกลาง ซึ่งเป็นการเรียกพยานบุคคลมาให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมนั้น ฝ่ายผู้ฟ้องคดี มี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เข้าเบิกความ ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีมี นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ในฐานะประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. และ นพ.ประวิตร ลี่สถาพรวงศา อดีตกรรมการ กสทช. ร่วมเข้าเป็นพยานนั้น 

นายประพันธุ์ ระบุว่า จากการพิจารณาคำเบิกความในชั้นไต่สวน ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในประเด็นเรื่องการรับจ้างทำงานในโรงพยาบาล หรือการไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งเดิม ไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ที่ นพ.สรณ นำมาแสดงต่อศาล เพื่อยืนยันว่า ตนเองได้ลาออกและปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม อย่างถูกต้อง 

หาก นพ.สรณ มีหลักฐาน ย่อมต้องนำหลักฐานการลาออกจากราชการ หรือ พนักงานมหาวิทยาลัยที่ได้รับอนุมัติจากอธิการบดีมาแสดงต่อศาล เมื่อไม่มีหลักฐานดังกล่าว คดีจึงเหลือเพียงประเด็นข้อกฎหมายเรื่องอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ ในการวินิจฉัยเท่านั้น

“นพ.สรณ ได้พยายามหยิบยกข้อต่อสู้เรื่องสถานะของคณะกรรมการสรรหาฯ ขึ้นมาเพื่อทำลายความชอบธรรม โดยอ้างว่าประธานและกรรมการสรรหา กสทช. พ้นจากราชการ หรือ เกษียณอายุไปแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ท่านประธานเกียรติพงศ์ ได้เดินทางไปเบิกความยืนยันต่อศาลด้วยตนเองว่า ท่านยังคงรับราชการอยู่ เนื่องจากท่านเกิดหลังเดือนตุลาคม ซึ่งข้าราชการที่จะเกษียณอายุ วันที่ 30 กันยายน ต้องเกิดก่อนวันที่ 30 กันยายน ท่านจึงยังคงดำรงตำแหน่งและรับเงินเดือนเป็น ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ซึ่งมีทะเบียนประวัติทางราชการชัดเจน หากไม่ได้อยู่ ในราชการย่อมไม่สามารถรับเงินเดือนปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ต้องไปรับเงินบำนาญแทน”นายประพันธุ์ ระบุ 

                                เกียรติพงศ์ อมาตยกุล ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ในฐานะประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.

นอกจากนี้ ในประเด็นของ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาบอร์ด กสทช. ที่ถูกอ้างเรื่องการดำรงตำแหน่งนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่าเป็นกรณีการดำรงตำแหน่งโดยตำแหน่ง ไม่ใช่สรรหาโดยตัวบุคคล ดังนั้นประเด็นนี้ นพ.สรณ จึงไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

นายประพันธุ์ เผยว่า นพ.สรณ ไม่ได้ต่อสู้ว่าตนเองไม่ได้ทำผิดกฎหมายหรือลาออกถูกต้องแล้ว แต่พยายามหาช่องทางออกโดยอ้างว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. เมื่อทำการสรรหาเสร็จสิ้นแล้วถือว่าจบภารกิจ ไม่มีอำนาจมาวินิจฉัยย้อนหลัง ซึ่งประเด็นนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เคยมีคำวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 15/1 ยืนยันไว้แล้วว่า คณะกรรมการสรรหาชุดเดิมมีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช. ซึ่งสอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาด้วย

“ข้อต่อสู้ของ นพ.สรณ ไม่มีน้ำหนัก และเชื่อว่า ศาลปกครองกลาง ในการนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 25 ก.ย.นี้ จะมีคำวินิจฉัยที่ไม่แตกต่างจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา และ บรรทัดฐานคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด”นายประพันธุ์ ระบุ

ในประเด็นทางกฎหมายหาก นพ.สรณ ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด นายประพันธุ์ กล่าวว่า การยื่นอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ หรือชะลอการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา เนื่องจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา มีผลบังคับตั้งแต่วันที่แจ้งให้ทราบ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งและไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ได้อีกต่อไป

นายประพันธุ์ ระบุเพิ่มเติมว่า การดำรงตำแหน่งของ นพ.สรณ ถือเป็นความผิด 2 ชั้น คือ ชั้นแรก ปี 2565 การไม่ลาออกจากตำแหน่งเดิมตั้งแต่แรกเข้ามารับตำแหน่งในปี 2565 ถือเป็นการสละสิทธิ์ตาม มาตรา 18 และชั้นที่สอง เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งแล้ว ยังคงไปปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาคนไข้ในโรงพยาบาลด้วย 

“โดยวิญญูชนทั่วไปควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที การดื้อรั้นดึงดันจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป ถือเป็นการจงใจปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ กสทช. ซึ่งอาจแปรเปลี่ยนจากคดีปกครองเป็น คดีอาญา และเพิ่มน้ำหนักให้สำนักงาน กสทช. มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งได้ตามกฎหมายด้วย”นายประพันธ์ ระบุ

นายประพันธ์ กล่าวย้ำว่า ทางออกที่ดีที่สุด นพ.สรณ ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่ากระบวนการพิจารณาจะสิ้นสุด ซึ่งการที่ศาลปกครองกลางไต่สวน เมื่อวันที่ 21 กันยายน และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 กันยายนนั้น ถือเป็นการพิจารณาคดีโดยเร่งด่วน แสดงให้เห็นว่าศาลยึดถือประโยชน์มหาชนและประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ 

เนื่องจาก กสทช. เป็นองค์กรกำกับดูแลกิจการที่มีผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน มูลค่าหลายหมื่นหลายแสนล้านบาท หากต้องตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถบริหารงานได้ ความเสียหายจะตกอยู่กับส่วนรวม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่าความเสียหายส่วนบุคคล ศาลจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษและเร่งพิจารณาชี้ขาดคดีนี้