thansettakij
thansettakij
บอร์ด กสทช.ล่ม 12 ครั้ง สะเทือนอนาคตทีวีดิจิทัล ก่อนใบอนุญาตหมดปี 2572

บอร์ด กสทช.ล่ม 12 ครั้ง สะเทือนอนาคตทีวีดิจิทัล ก่อนใบอนุญาตหมดปี 2572

24 ก.ย. 69 | 03:19 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.ย. 69 | 03:35 น.

เมื่อโรดแมปทีวีไทยยังติดหล่ม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของกลไกกำกับดูแล ผู้ประกอบการ คนทำงาน และประชาชนจึงต้องเผชิญคำถามสำคัญว่า หลังเดือนเมษายน 2572 ฟรีทีวีไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

KEY

POINTS

  • การประชุมบอร์ด กสทช. ล่มต่อเนื่อง 12 ครั้ง ทำให้การพิจารณาแผนแม่บทและโรดแมปทิศทางทีวีไทยในอนาคตต้องหยุดชะงัก
  • ความล่าช้าดังกล่าวสร้างความไม่แน่นอนให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลในการวางแผนลงทุนและธุรกิจระยะยาว ก่อนใบอนุญาตจะหมดอายุในปี 2572
  • ภาวะชะงักงันของ กสทช. ไม่เพียงส่งผลกระทบต่ออนาคตของทีวีดิจิทัล แต่ยังรวมถึงกิจการวิทยุ FM ภาครัฐ และสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน

การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ซึ่งไม่สามารถเปิดประชุมได้ถึง 12 ครั้ง กำลังสร้างคำถามสำคัญต่ออนาคตของกิจการโทรทัศน์ไทย โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนที่ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ระบบดิจิทัลจะสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน 2572

ความล่าช้าดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงปัญหาภายในองค์กรกำกับดูแล แต่กำลังส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน การผลิตเนื้อหา การจ้างงาน และ การวางแผนธุรกิจของผู้ประกอบการ รวมถึงสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในอนาคต

แม้ราชกิจจานุเบกษาจะเผยแพร่ประกาศ กสทช. เรื่องแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569–2573 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2573 แล้ว แต่รายละเอียดเชิงปฏิบัติซึ่งอุตสาหกรรมกำลังจับตามอง คือ “ร่างแผนที่นำทางกิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียง พ.ศ. 2569–2573” หรือโรดแมปทีวีไทย กลับยังไม่สามารถเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้อย่างเต็มที่

วิกฤตองค์ประชุมฉุดวาระสำคัญ

ปัญหาการประชุมบอร์ด กสทช. ซึ่ง "ล่ม" ต่อเนื่องมีความเกี่ยวข้องกับข้อถกเถียงเรื่องคุณสมบัติของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ส่งผลให้คณะกรรมการไม่สามารถพิจารณาวาระสำคัญหลายเรื่องได้ตามกำหนด

หนึ่งในวาระที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ โรดแมปกิจการโทรทัศน์ ซึ่งจะต้องกำหนดทิศทางการบริหารคลื่นความถี่ รูปแบบการอนุญาตประกอบกิจการ และ แนวทางรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมหลังใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสิ้นสุดลง

ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลยังไม่สามารถวางแผนระยะยาวได้อย่างมั่นใจ เพราะยังไม่มีคำตอบว่าหลังเดือนเมษายน 2572 ประเทศไทยจะใช้ระบบประมูลใบอนุญาตรอบใหม่ ต่ออายุให้ผู้ประกอบการเดิม หรือ ปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบการกำกับดูแลแบบใด

สามกรรมการหารือสภาผู้บริโภค

ศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง รามสูต รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย และพลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. ได้ประชุมร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค เพื่อติดตามความคืบหน้าหลังสภาผู้บริโภคมีหนังสือขอให้สำนักงาน กสทช. สนับสนุนการจัดประชุมของกรรมการที่เหลืออยู่ เพื่อพิจารณาวาระเร่งด่วน

ประเด็นสำคัญ คือ การเร่งพิจารณาร่างโรดแมปกิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียง พ.ศ. 2569–2573 เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหมดอายุ โดยสภาผู้บริโภคและกรรมการทั้งสามเห็นตรงกันว่า ความล่าช้ากำลังกระทบทั้งความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมและประโยชน์สาธารณะ

ทีวีดิจิทัล

“ฟรีทีวี” ต้องเป็นโครงข่ายความปลอดภัยของประชาชน

ศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง ให้ความเห็นว่า โรดแมปทีวีไทยไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับอนาคตของผู้ประกอบการโทรทัศน์ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

แม้พฤติกรรมการรับชมสื่อจะเคลื่อนไปสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น แต่การรับชมผ่านอินเทอร์เน็ตยังมีต้นทุน ทั้งค่าอุปกรณ์ ค่าบริการอินเทอร์เน็ต และค่าสมาชิกแพลตฟอร์ม การเปลี่ยนผ่านจึงอาจสร้างภาระเพิ่มเติมแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มเปราะบาง

แนวทางในอนาคตจึงควรรักษาบทบาทของ “ฟรีทีวี” ให้เป็นพื้นที่สาธารณะและเป็นโครงข่ายความปลอดภัยด้านข้อมูลข่าวสาร หรือ information safety net เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงข่าวสารที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ข้อเสนอที่ถูกหยิบยกขึ้นมาประกอบด้วยการจัดตั้งแพลตฟอร์มสตรีมมิงกลางของประเทศ หรือ National Streaming Platform และการนำระบบ Hybrid Broadcast Broadband TV หรือ HBB TV มาใช้เชื่อมโยงการออกอากาศโทรทัศน์ภาคพื้นดินเข้ากับอินเทอร์เน็ต ทำให้ประชาชนสามารถรับชมฟรีทีวีได้ทั้งแบบสดและย้อนหลังผ่านช่องทางที่หลากหลาย

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้กำหนดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์เป็นส่วนหนึ่งของบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม หรือ USO เพื่อป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง ระบุว่า ข้อเสนอในลักษณะดังกล่าวเคยถูกผลักดันมาก่อน แต่ไม่ได้รับการยอมรับเข้าสู่การพิจารณาอย่างจริงจัง จึงเกิดคำถามว่าเหตุใดประเด็นนี้จึงเพิ่งถูกหยิบมาเป็นเหตุผลในการเรียกร้องให้กรรมการเข้าร่วมประชุมในเวลานี้

ไม่ใช่เฉพาะทีวี—วิทยุ FM ของรัฐก็เผชิญเส้นตาย

พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ ชี้ว่า ปัญหาใบอนุญาตใกล้สิ้นสุดไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกิจการทีวีดิจิทัล แต่ยังครอบคลุมถึงคลื่นวิทยุ FM สาธารณะของรัฐจำนวน 236 คลื่น จาก 23 หน่วยงาน เช่น กรมประชาสัมพันธ์ กองทัพ และมหาวิทยาลัย ซึ่งการอนุญาตจะสิ้นสุดลงในวันที่ 3 เมษายน 2570

หากแผนความถี่วิทยุ FM ซึ่งจะเปิดทางให้หน่วยงานต่าง ๆ ยื่นขอรับใบอนุญาตใหม่ไม่ได้รับการพิจารณาอย่างทันท่วงที อาจกระทบต่อความต่อเนื่องในการออกอากาศ รวมถึงภารกิจด้านข้อมูลข่าวสารและบริการสาธารณะของหน่วยงานรัฐ

สถานการณ์นี้จึงสะท้อนว่า ภาวะชะงักงันของ บอร์ด กสทช. อาจสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโครงสร้างกิจการสื่อทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงธุรกิจโทรทัศน์เชิงพาณิชย์เท่านั้น

ความไม่แน่นอนกระทบอุตสาหกรรมตั้งแต่วันนี้

รองศาสตราจารย์ ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า แม้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะทยอยสิ้นสุดในปี 2572 แต่ผลกระทบจากความไม่ชัดเจนของทิศทางและโรดแมป กสทช. ได้เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน

ผู้ประกอบการจำเป็นต้องตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะลงทุนด้านเทคโนโลยี การผลิตเนื้อหา และบุคลากรต่อไปในระดับใด ขณะที่คนทำงานในอุตสาหกรรมก็ต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านการจ้างงาน ส่วนประชาชนย่อมได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระบบสื่อและช่องทางเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้วยเช่นกัน

ดังนั้น ปัญหาสำคัญจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นในปี 2572” แต่คือคำถามว่า ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่อุตสาหกรรมจะเดินหน้าอย่างไร ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความล่าช้า และกลุ่มใดกำลังแบกรับต้นทุนจากความไม่ชัดเจนนี้

ขณะที่ รศ.รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวว่า  ทีวีดิจิทัลไ ม่ได้มีบทบาทเพียงนำเสนอข่าวหรือความบันเทิง แต่ยังเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญสำหรับการสื่อสารกับประชาชนในภาวะฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว โรคระบาด สงคราม หรือเหตุการณ์รุนแรง

คำถามจึงไม่ได้มีแค่ว่า “ทีวีดิจิทัลจะอยู่ต่อหรือไม่” แต่คือ หากวันหนึ่งช่องทางนี้หายไป เราจะมีเครื่องมือใดที่สามารถสื่อสารข้อมูลสำคัญไปถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที
 

ทางแยกระหว่าง “ประมูลใหม่” กับ “ต่อใบอนุญาต”

ก่อนหน้านี้ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เคยระบุว่า แนวทางหลังใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสิ้นสุดในปี 2572 ยังไม่มีข้อยุติ โดยเฉพาะประเด็นว่าจะต่อใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการรายเดิมหรือจัดประมูลใหม่

กฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่กำหนดหลักการให้การนำคลื่นความถี่ไปใช้ประกอบกิจการทางธุรกิจต้องดำเนินการผ่านการประมูล ส่งผลให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจำนวนมากกังวลต่อภาระและความไม่แน่นอนของการประมูลครั้งใหม่

ประธาน กสทช. มองว่า ยังมีความเป็นไปได้ที่จะต่อใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการเดิมโดยไม่ต้องจัดประมูล แต่แนวทางดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบในระดับนโยบาย และอาจต้องแก้ไขกฎหมายผ่านกระบวนการรัฐสภา จึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐบาล กสทช. ผู้ประกอบการ และสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมร่วมกัน

เส้นตายที่ไม่ควรรอถึงปี 2572

เวลาที่เหลือก่อนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหมดอายุอาจดูเหมือนยังมีอีกหลายปี แต่สำหรับธุรกิจสื่อซึ่งต้องวางแผนการลงทุน เทคโนโลยี เนื้อหา และ บุคลากรล่วงหน้า ระยะเวลาดังกล่าวถือว่าสั้นลงเรื่อย ๆ

สิ่งที่อุตสาหกรรมและประชาชนต้องการจึงไม่ใช่เพียงคำยืนยันว่าจะมีโรดแมป แต่คือกรอบเวลาที่ชัดเจน กระบวนการตัดสินใจที่โปร่งใส และคำตอบเชิงนโยบายว่า ประเทศไทยต้องการระบบโทรทัศน์แบบใดหลังปี 2572

หากภาวะชะงักงันของบอร์ด กสทช. ยังคงดำเนินต่อไป ความเสียหายอาจไม่ได้ปรากฏเฉพาะในวันที่ใบอนุญาตสิ้นสุด แต่จะสะสมตั้งแต่วันนี้ผ่านการชะลอการลงทุน การลดการผลิตเนื้อหา ความไม่มั่นคงในการจ้างงาน และความเสี่ยงที่ประชาชนบางกลุ่มจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบออนไลน์

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า กสทช. จะสามารถกลับมาทำหน้าที่กำหนดทิศทางกิจการสื่อให้ทันต่อเส้นตายได้หรือไม่ และจะออกแบบอนาคตของโทรทัศน์ไทยให้ตอบโจทย์ทั้งความอยู่รอดของอุตสาหกรรม การแข่งขันที่เป็นธรรม และสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงได้เพียงใด.