thansettakij
thansettakij
สภาผู้บริโภคจี้ เร่งปลด "ประธาน กสทช." ย้ำลงมติสำคัญเสี่ยงถูกฟ้อง

สภาผู้บริโภคจี้ เร่งปลด "ประธาน กสทช." ย้ำลงมติสำคัญเสี่ยงถูกฟ้อง

13 ก.ย. 69 | 10:58 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ก.ย. 69 | 11:04 น.

สภาผู้บริโภคจี้ เร่งปลดประธานกสทช. หลังวิกฤตประชุมล่มต่อเนื่อง จนมีวาระรอพิจารณาเกือบ 200 เรื่อง ทั้งดาวเทียม – อนาคตทีวีดิจิทัล เตือน ‘นพ.สรณ’ ดึงดันประชุมเสี่ยงถูกฟ้อง

KEY

POINTS

  • สภาผู้บริโภคและนักวิชาการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งรัดกระบวนการถอดถอนประธาน กสทช. เพื่อยุติปัญหาความไม่ชัดเจนด้านสถานะ
  • การที่ประธาน กสทช. ยังคงปฏิบัติหน้าที่และลงมติในวาระสำคัญ อาจทำให้มตินั้นเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องและมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย
  • ปัญหาความขัดแย้งส่งผลให้การประชุม กสทช. ล่มต่อเนื่อง มีวาระสำคัญค้างการพิจารณากว่า 193 เรื่อง กระทบต่อกิจการดาวเทียมและอนาคตทีวีดิจิทัล

ปัญหาสถานะของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังส่งผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรกำกับดูแลด้านกิจการสื่อสารของประเทศ หลังการประชุมคณะกรรมการ กสทช. ล่มต่อเนื่อง จนล่าสุดมีวาระรอพิจารณาถึง 193 วาระ รวมถึงเรื่องสำคัญอย่างสิทธิในการใช้วงโคจรดาวเทียม และทิศทางของทีวีดิจิทัล ก่อนใบอนุญาตจะหมดอายุในปี 2572 เรียกร้องนายกรัฐมนตรี เร่งปลดประธานกสทช. ให้กระบวนการเดินหน้า

นายคมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านกฎหมาย กล่าวว่า ขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งทำให้สถานะของประธาน กสทช. ให้มีข้อยุติตามกฎหมาย หลังคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของ นพ.สรณ และนายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ว่า ได้ลงนามนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว

ทั้งนี้ ระหว่างที่กระบวนการดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น นพ.สรณ ควรยุติบทบาทในการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. เพื่อไม่ให้เกิดข้อโต้แย้งทางกฎหมายต่อการประชุม รวมถึงการลงมติสำคัญของ กสทช. โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของเอกชนและผลประโยชน์สาธารณะ

“เรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการให้มีความชัดเจน เพราะถ้ายังเข้าประชุม ยังทำหน้าที่ประธาน และมีการลงมติในเรื่องสำคัญ ต่อไปหากมีผู้ประกอบการหรือผู้ได้รับผลกระทบจากมตินั้นนำเรื่องไปฟ้องศาล ก็อาจเกิดปัญหาตามมาว่า มติที่ออกมามีผลสมบูรณ์หรือไม่ กลายเป็นว่าปัญหาสถานะของบุคคลคนเดียวกระทบต่อการทำงานของ กสทช. ทั้งองค์กร” นายคมสัน กล่าว

ฟ้องศาล ไม่ได้ทำให้คำวินิจฉัยหยุดมีผล

ประเด็นดังกล่าวถูกจับตามากขึ้น หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 952/2569 รับคำฟ้องของ นพ.สรณ ซึ่งขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาไว้พิจารณา แต่การ “รับคำฟ้อง” ยังไม่ใช่การวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาถูกหรือผิด และไม่ได้มีผลให้คำวินิจฉัยดังกล่าวถูกเพิกถอนโดยอัตโนมัติ

สอดคล้องกับที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้อธิบายหลักกฎหมายปกครองไว้เมื่อวันที่ 4 กันยายนว่า คำสั่งทางปกครองมีผลเมื่อผู้รับได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์หรือการฟ้องศาลปกครอง ไม่ทำให้การบังคับตามคำสั่งนั้นหยุดลงโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ศาลหรือผู้มีอำนาจจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับ

ก่อนหน้านี้ ปกรณ์ยังระบุว่า การที่ นพ.สรณ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองไม่ได้ทำให้กระบวนการตามกฎหมายเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งต้องหยุดลง และนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น ในช่วงที่ยังไม่มีคำสั่งศาลให้ทุเลาผลของคำวินิจฉัย การเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ต่อไปยิ่งสร้างความเสี่ยงต่อความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการตัดสินใจ

สภาผู้บริโภคจี้ เร่งปลดประธานกสทช. หลังวิกฤตประชุมล่มต่อเนื่อง จนมีวาระรอพิจารณาเกือบ 200 เรื่อง ทั้งดาวเทียม – อนาคตทีวีดิจิทัล เตือน ‘นพ.สรณ’ ดึงดันประชุมเสี่ยงถูกฟ้อง

วาระค้าง 193 เรื่อง กระทบดาวเทียม – ทีวีดิจิทัล

ความขัดแย้งเรื่องสถานะประธาน กสทช. เริ่มส่งผลเป็นรูปธรรมต่อการทำงานขององค์กร หลังการประชุมล่มต่อเนื่อง โดยการประชุมวันที่ 9 กันยายน 2569 ยังไม่สามารถเปิดประชุมได้เพราะมีกรรมการเข้าร่วมไม่ครบองค์ประชุม ขณะที่มีวาระรอการพิจารณาถึง 193 วาระ

หนึ่งในเรื่องเร่งด่วนคือ การขออนุญาตสิทธิในการใช้วงโคจรดาวเทียมของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภารกิจระหว่างประเทศและการพิจารณางบประมาณ ขณะที่อีกปัญหาใหญ่คือ อนาคตทีวีดิจิทัล ซึ่งใบอนุญาตปัจจุบันจะหมดอายุพร้อมกันในเดือนเมษายน 2572 แต่ผู้ประกอบการยังรอความชัดเจนเรื่องแผนแม่บทและโรดแมปหลังสิ้นสุดใบอนุญาต

อุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลประเมินว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรม มีมูลค่าประมาณ 60,000 ล้านบาท และเกี่ยวข้องกับแรงงานทั้งทางตรงและทางอ้อมราว 30,000 – 50,000 คน ความไม่ชัดเจนของนโยบายจึงไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประกอบการ แต่ยังเชื่อมโยงถึงการลงทุน การผลิตเนื้อหา คุณภาพและความหลากหลายของสื่อที่ประชาชนจะได้รับในอนาคต

จี้สำนักงาน กสทช. หยุดสร้างสุญญากาศ

คมสัน มีความเห็นว่า สำนักงาน กสทช. ในฐานะฝ่ายธุรการของคณะกรรมการ ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาสถานะของประธานกลายเป็นเหตุให้องค์กรทั้งองค์กรไม่สามารถเดินหน้าทำงานได้ หากกฎหมายเปิดช่องให้กรรมการที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อ ก็ต้องเร่งจัดกระบวนการประชุมให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมดำเนินการเรื่องผู้ทำหน้าที่ประธานตามขั้นตอน

สอดคล้องกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ระบุว่า กรรมการ กสทช. ที่เหลือยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ ตราบใดที่เหลือกรรมการไม่น้อยกว่า 4 คน ซึ่งหมายความว่า ภารกิจด้านกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคมไม่จำเป็นต้องหยุดชะงักเพราะปัญหาสถานะของประธานเพียงตำแหน่งเดียว

นอกจากนี้ หากสถานะประธานสิ้นสุดลงตามกฎหมาย สำนักงาน กสทช. ก็ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับผลทางกฎหมายนั้น ทั้งเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ การเข้าร่วมประชุม และค่าตอบแทน ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรสร้างความกระจ่างให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยของสังคม รวมถึงการดำเนินการและการลงนามในเรื่องสำคัญในช่วงที่สถานะการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ยังมีข้อพิพาททางกฎหมาย

โดยเฉพาะโครงการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) วงเงินประมาณ 5,600 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อสังเกตถึงการลงนามประกาศผู้ชนะโครงการ จึงควรมีคำอธิบายที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ขณะเดียวกันกรรมการที่เหลือต้องเดินหน้ากระบวนการเลือกผู้ทำหน้าที่ประธานและกระบวนการแต่งตั้งตามกฎหมาย เพื่อให้องค์กรกลับมาทำงานได้โดยเร็ว

“สำนักงาน กสทช. มีหน้าที่สนับสนุนให้คณะกรรมการทำงานได้ ไม่ใช่ทำให้การทำงานติดขัด หากกฎหมายกำหนดให้กรรมการที่เหลือสามารถประชุมได้ ก็ต้องจัดให้มีการประชุม เพราะทุกวันที่ล่าช้า วาระที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และประโยชน์สาธารณะก็ยิ่งสะสมมากขึ้น” คมสัน กล่าว

“ประพันธ์” จี้ภาคประชาชนใช้ ม.157 หากยังยื้อ

ด้าน นายประพันธ์ คูณมี อดีตสมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 11 กันยายน โดยระบุว่า ปัญหาการประชุม กสทช. ที่ล่มต่อเนื่องกำลังสร้างความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ และเรียกร้องให้ภาคประชาชน รวมถึงสภาผู้บริโภคและสมาคมผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล พิจารณาใช้ช่องทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ก่อนหน้านี้สภาผู้บริโภคเองระบุว่า หากสถานการณ์ยังไม่มีข้อยุติ อาจพิจารณาขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการไม่สามารถจัดประชุม กสทช. อย่างต่อเนื่องมีพฤติการณ์เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ขณะที่ คมสัน ย้ำว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ควรถูกมองเป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างบุคคลภายใน กสทช. เพราะทุกวันที่องค์กรกำกับดูแลไม่สามารถพิจารณาวาระสำคัญได้ ผลกระทบกำลังส่งต่อไปยังทั้งกิจการโทรคมนาคม โทรทัศน์ ดาวเทียม เศรษฐกิจดิจิทัล และการคุ้มครองผู้บริโภค

“วันนี้ไม่ใช่เรื่องว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป แต่เป็นเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของ กสทช. ทั้งองค์กร หากยังฝืนเดินหน้าประชุมและลงมติทั้งที่สถานะประธานมีปัญหา ก็เสี่ยงเปิดช่องให้มติสำคัญถูกฟ้องร้อง แต่ถ้าไม่ประชุมเลย ประเทศและผู้บริโภคก็เสียประโยชน์ ทางออกคือต้องเร่งให้สถานะประธานมีข้อยุติ และให้กรรมการที่เหลือเดินหน้าทำงานตามกฎหมายทันที” คมสัน กล่าวทิ้งท้าย.