thansettakij
thansettakij
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉัทน์ตีตก ไม่รับคำร้องปมปล่อย "นพ.สรณ" นั่งประธาน กสทช.

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉัทน์ตีตก ไม่รับคำร้องปมปล่อย "นพ.สรณ" นั่งประธาน กสทช.

10 ก.ย. 69 | 09:16 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ก.ย. 69 | 09:22 น.

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของ "เมธา มาสขาว" ที่ยื่นฟ้อง 7 ผู้ถูกร้องปมประธาน กสทช. ชี้ผู้ร้องไม่ถูกละเมิดสิทธิโดยตรง และ ไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 213 ย้ำไม่ใช่การวินิจฉัยเนื้อหาความผิด

KEY

POINTS

  • ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องที่ขอให้วินิจฉัยกรณีการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์
  • ศาลให้เหตุผลว่าผู้ร้องไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าตนถูกละเมิดสิทธิหรือได้รับความเดือดร้อนโดยตรงจากการกระทำดังกล่าว คำร้องจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย
  • คำสั่งของศาลเป็นการวินิจฉัยเฉพาะสิทธิในการยื่นคำร้องของผู้ร้องเท่านั้น ยังไม่ได้ชี้ขาดในเนื้อหาของข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงวานว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เผยแพร่ผลมติคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีคำสั่งเป็น "เอกฉันท์" ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ในคดีที่ นายเมธา มาสขาว รักษาการเลขาธิการ ครป. ยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยกรณีกล่าวหาว่าบุคคลและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงรวม 7 ราย ร่วมกันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต่อไป

สำหรับคดีดังกล่าว (เรื่องพิจารณาที่ ต.74/2569) นายเมธา ได้ยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยระบุรายชื่อผู้ถูกร้องทั้ง 7 ราย ประกอบด้วย

  • ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ประธาน กสทช.)

  • นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล (รักษาการเลขาธิการ กสทช.)

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี)

  • น.ส.แพทองธาร ชินวัตร (อดีตนายกรัฐมนตรี)

  • อดีตเลขาธิการวุฒิสภา

  • เลขาธิการวุฒิสภา

  • ประธานวุฒิสภา

โดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่าบุคคลทั้ง 7 ร่วมกันละเว้นการดำเนินการตามกฎหมาย ทำให้ ประธาน กสทช. ยังคงดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ซึ่งมองว่าเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ รวมถึงขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหลายมาตรา ส่งผลให้ตนเองถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพจากการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ จึงยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญ ได้พิเคราะห์คำร้องและเอกสารประกอบแล้วเห็นว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง รวมทั้งไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 7 รายอย่างไร

กรณีดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ส่งผลให้ผู้ร้องไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ได้

ทั้งนี้ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์สั่ง "ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย" โดยศาลได้เน้นย้ำว่า คำสั่งในครั้งนี้เป็นการวินิจฉัยเฉพาะในส่วนของคุณสมบัติและสิทธิของผู้ร้องในการยื่นคำร้องเท่านั้น ยังไม่ใช่การวินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาข้อกล่าวหาว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 7 รายได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด.