
ผลสำรวจการใช้ AI ของพนักงาน ‘ไทย’ รั้งอันดับ 4 ของเอเชีย
ผลสำรวจโรเบิร์ต วอลเทอร์ส พบพนักงาน 93% ใช้งาน AI ในการทำงาน “ไทย” รั้งอันดับ 4 ของเอเชีย และที่ 3 ของอาเซียน 3 อันดับแรกใช้ ค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล-การสื่อสาร- วิเคราะห์ข้อมูลพร้อมสร้างข้อมูลเชิงลึก
KEY
POINTS
- ผลสำรวจโดยโรเบิร์ต วอลเทอร์ส เผยว่าพนักงานไทยมีการนำ AI มาใช้ในการทำงานเป็นอันดับ 4 จาก 10 ตลาดในเอเชีย และเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- พนักงานไทยถึง 94% ใช้งาน AI ในการทำงานประจำวัน โดยส่วนใหญ่ใช้เพื่อการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล (53%) การสนับสนุนด้านการสื่อสาร (44%) และการวิเคราะห์ข้อมูล (43%)
- แม้พนักงานไทย 72% จะมองว่า AI ส่งผลดีต่อโอกาสในสายอาชีพ แต่มีเพียง 57% ที่มั่นใจว่าทักษะของตนเองยังคงตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน
- ความกังวลหลักของพนักงานไทยต่อการใช้ AI คือความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่อ้างอิงจาก AI (46%) และกลัวว่าทักษะของตนจะล้าสมัย (43%)
โรเบิร์ต วอลเทอร์ส บริษัทจัดหางานชั้นนำระดับโลก นำเสนอข้อมูลเชิงลึกจากคู่มือออนไลน์ “The Jobs of tomorrow: How AI is reshaping work across Asia” โดยสำรวจองค์กรและพนักงานกว่า 5,000 ราย รวมถึง 600 รายจากประเทศไทย เพื่อสะท้อนภาพรวมการเปลี่ยนแปลงด้านทักษะ บทบาทหน้าที่ และเส้นทางอาชีพในภูมิภาคเอเชีย
การสำรวจล่าสุดโดย โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ใน 10 ตลาดหลักของภูมิภาคเอเชีย เผยให้เห็นทิศทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในสถานที่ทำงาน ซึ่งส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างงานและทักษะที่องค์กรต้องการอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลในภาพรวมภูมิภาคระบุว่า
- 58% ขององค์กรได้นำ AI มาใช้ในสถานที่ทำงานแล้ว
- 93% พนักงานมากกำลังใช้งาน AI ในการทำงานอย่างต่อเนื่อง
- 75% ของพนักงานเชื่อว่า AI จะส่งผลดีต่อโอกาสในสายอาชีพของตน
- 33% ระบุว่าเป้าหมายสำคัญของการนำ AI มาใช้คือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน
แสดงให้เห็นว่า AI ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อทดแทนกำลังคนเป็นหลัก แต่เข้ามาเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานและสร้างบทบาทใหม่ในองค์กร
สำหรับบทบาทหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากการนำ AI มาใช้มากที่สุดในระดับภูมิภาค ได้แก่ งานด้านการบริหารและสนับสนุนธุรกิจ (business support) คิดเป็น 43% งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล (digital transformation) คิดเป็น 35% และงานด้านบัญชีและการเงิน คิดเป็น 32%
ในส่วนของพนักงาน พบว่ามีการนำ AI มาประยุกต์ใช้ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การสร้างสรรค์เนื้อหา (47%) การวิเคราะห์ข้อมูล (40%) และการค้นคว้าข้อมูล (38%)
เมื่อพิจารณาข้อมูลเฉพาะประเทศไทย ประเทศไทยติดอันดับที่ 4 จาก 10 ตลาดในเอเชีย และเป็นอันดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านสัดส่วนการนำ AI มาใช้ในการทำงาน โดยมีพนักงานไทยถึง 94% ที่ใช้งาน AI ในการทำงานประจำวัน
72% เชื่อว่า AI ส่งผลเชิงบวกต่อโอกาสในสายอาชีพ อย่างไรก็ดี พบช่องว่างด้านความมั่นใจในทักษะ โดยมีพนักงานไทยเพียง 57% เท่านั้นที่รู้สึกมั่นใจว่าทักษะของตนเองยังคงสอดคล้องและตอบโจทย์ความต้องการในการใช้งาน AI ในปัจจุบัน
ในแง่ของลักษณะการใช้งานในประเทศไทย พนักงานไทยใช้ AI เพื่อสนับสนุนงาน 3 อันดับแรก ได้แก่ การค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล (53%) การสนับสนุนด้านการสื่อสาร (44%) และการวิเคราะห์ข้อมูลพร้อมสร้างข้อมูลเชิงลึก (43%) แต่ในขณะเดียวกัน พนักงานไทยยังมีความกังวลเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้
ความกังวลสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
- ความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่อ้างอิงมาจาก AI (46%) เนื่องจากความไม่ชัดเจนเรื่องผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรืออคติ
- ทักษะของตนจะล้าสมัยจากการเพิ่มขึ้นของระบบอัตโนมัติ (43%)
- การนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดหรือการรั่วไหลของข้อมูลที่เป็นความลับขององค์กร (43%)
ความแตกต่างของมุมมองต่อ AI ในภูมิภาคเอเชียปรากฏในหลายตลาด โดยประเทศเวียดนาม (98%) และฟิลิปปินส์ (95%) มีสัดส่วนพนักงานที่เชื่อมั่นว่า AI ส่งผลต่อโอกาสในอาชีพสูงที่สุด แต่การพัฒนาทักษะ AI ให้ทันสมัยยังคงตามหลัง
ขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่เป็นตลาดที่มองผลกระทบของ AI ในแง่ดีที่สุด (88%) ด้านไต้หวันมีความมั่นใจในทักษะ AI ของตนเองสูงที่สุดในภูมิภาค (73%) ในทางกลับกัน ตลาดอย่างฮ่องกงและสิงคโปร์กลับมีรายงานความเชื่อมั่นของพนักงานต่อผลกระทบเชิงบวกของ AI ในระดับที่ต่ำกว่า (66% และ 67% ตามลำดับ) แม้จะมีการใช้อย่างแพร่หลายก็ตาม
ผลการสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า การเข้ามาของ AI ผลักดันให้เกิดความต้องการในตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะทางและความเข้าใจบริบททางธุรกิจ ได้แก่ ตำแหน่งงานที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ที่ต้องผสานทักษะเทคนิคกับธุรกิจ เช่น AI Product Manager, ตำแหน่งงานด้านข้อมูลและการวิเคราะห์เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง เช่น Data Analyst และตำแหน่งงานด้านการกำกับดูแล จริยธรรม และความน่าเชื่อถือ เช่น AI Governance หรือ Risk Manager
“ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา” ผู้จัดการประจำสาขาประเทศไทย บริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกถึงแนวโน้มการทำงานว่า ปฏิสัมพันธ์และความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ยังคงมีความสำคัญสูงสุด AI จะไม่เข้ามาแทนที่ตำแหน่งงาน แต่พนักงานต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว อยู่ร่วมกับ AI และนำมาใช้เพื่อพัฒนาตนเอง AI จะเข้ามาทำงานที่ทำซ้ำๆ แทนคน ทำให้พนักงานต้องใช้วิจารณญาณ ตรวจสอบผลลัพธ์ บริหารความคาดหวัง และเพิ่มบริบทเพื่อการตัดสินใจที่ตรงเป้าหมาย
นอกจากนี้ การพัฒนาทักษะใหม่ (reskilling) ได้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับองค์กรท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของลักษณะงาน โดยผลสำรวจระบุว่า ทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดจากพนักงานในยุคที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูล การคิดวิเคราะห์ การตรวจสอบข้อเท็จจริง และความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้การนำ AI มาใช้ในองค์กรเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและมีความรับผิดชอบ







