thansettakij
thansettakij
ก้าวข้ามการรักษาเชิงรับ ด้วยการใช้ AI มาลดงบประมาณสาธารณสุขไทย

ก้าวข้ามการรักษาเชิงรับ ด้วยการใช้ AI มาลดงบประมาณสาธารณสุขไทย

28 ส.ค. 69 | 18:10 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ส.ค. 69 | 01:14 น.

ก้าวข้ามการรักษาเชิงรับ ด้วยการใช้ AI มาลดงบประมาณสาธารณสุขไทย คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • เปลี่ยนจากการรักษาเชิงรับสู่การป้องกันเชิงรุก ด้วยการคัดกรองและกำจัดพยาธิตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อตัดวงจรโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
  • ใช้ AI และ Digital Microscopy เป็นตัวคูณด้านสาธารณสุข ช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความครอบคลุมของการตรวจ ลดข้อจำกัดจากการขาดแคลนบุคลากร โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล
  • มอง AI เป็นการลงทุนเพื่อประหยัดงบประมาณในอนาคต เพราะการใช้งบเพียงเล็กน้อยเพื่อป้องกันโรควันนี้ สามารถลดค่ารักษาโรคร้ายแรง ค่าใช้จ่ายทางสังคม และการสูญเสียผลิตภาพของประเทศในอีก 10–40 ปีข้างหน้า

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ทำการวิจัยเรื่องของการดูแลผู้สูงอายุที่เป็นชาวต่างชาติในประเทศไทย ซึ่งมีคำถามที่อาจารย์ได้สัมภาษณ์ผมหลายคำถามน่าสนใจมาก ซึ่งหากเรามองปัญหาทางด้านงบประมาณแผ่นดิน ที่นำมาใช้กับทางด้านการดูแลผู้สูงวัยในวันนี้ ส่วนตัวผมคิดว่าการแก้ไขปัญหางบประมาณทางการแพทย์ของไทยอย่างยั่งยืน อาจไม่ได้เริ่มต้นที่การขอจัดสรรงบประมาณเพิ่ม แต่คือการวางกลยุทธ์ป้องกันโรคร้ายแรงตั้งแต่ต้นน้ำ แต่จะเป็นการใช้เทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้มากกว่า ดังเช่น การลงทุนคัดกรองโรคพยาธิในตัวเด็ก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเงียบ ๆ ของโรคร้ายแรงข้ามทศวรรษอย่างโรคมะเร็งท่อน้ำดี และโรคตับอักเสบเรื้อรัง หรือภาวะโลหิตจางถาวร ที่ส่งผลเสียต่อการพัฒนาสมอง แม้ในปัจจุบันการส่องกล้องตรวจหาไข่พยาธิ จะยังคงต้องพึ่งพาสายตาและเวลาของนักเทคนิคการแพทย์ที่มีจำนวนจำกัด แต่การนำเทคโนโลยี Computer Vision ของ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายใต้กล้องจุลทรรศน์ จะช่วยให้การคัดกรองในพื้นที่ห่างไกล สามารถทำได้รวดเร็ว แม่นยำ และครอบคลุมเด็กนับแสนคนได้ในเวลาอันสั้น เปลี่ยนการรักษาจาก passive ที่ต้องรอให้เจ็บป่วยในยามแก่ชรา มาเป็นการรุกตรวจและกวาดล้าง ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ การลงทุนด้วยยาถ่ายพยาธิราคาเพียงไม่กี่สิบบาทในวันนี้ ร่วมกับการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นตัวคูณอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องคุณภาพชีวิต และศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต แต่ยังเป็นการประหยัดงบประมาณแผ่นดินไปกับค่ารักษาพยาบาลระยะสุดท้าย หลักแสนหลักล้านบาทต่อคน ในอนาคตอีก 30-40 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นคำตอบของการก้าวข้ามข้อจำกัดด้านงบประมาณสาธารณสุขไทยได้อย่างแท้จริงครับ

เมื่อพูดถึงการติดเชื้อพยาธิ หลายคนมักมองว่าเป็นเรื่องของอดีต หรือเป็นเพียงโรครองพื้นฐานในพื้นที่ชนบทที่ไม่ร้ายแรง เพียงแค่รับประทานยาถ่ายพยาธิราคาไม่กี่สิบบาทก็หาย ทว่าในมุมมองทางการแพทย์และสาธารณสุข “พยาธิ” กลับเป็นภัยเงียบ ที่แฝงตัวอยู่ในตัวเรามาอย่างยาวนาน พยาธิบางสายพันธุ์อย่างเช่น พยาธิใบไม้ หากปล่อยให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรังเป็นเวลาหลายปี สามารถลุกลามจนกลายเป็น “โรคมะเร็งท่อน้ำดี” ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทยในบางภูมิภาค หรือพยาธิปากขอที่ดูดเลือดจนผู้ป่วยเกิดภาวะโลหิตจางรุนแรง ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองในเด็ก และลดประสิทธิภาพการทำงานในวัยแรงงานเช่นกันครับ

ปัญหากระดูกชิ้นโตของระบบสาธารณสุขไทยในปัจจุบัน คือกระบวนการตรวจคัดกรองแบบดั้งเดิม(Manual Stool Examination) ที่ต้องพึ่งพาสายตาและประสบการณ์ของนักเทคนิคการแพทย์ ในการส่องกล้องจุลทรรศน์ตรวจหาไข่พยาธิทีละสไลด์ ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งเรื่องความล้าของสายตา ปัญหาบุคลากรที่ไม่เพียงพอ และความเสี่ยงในการมองข้ามไข่พยาธิในเคสที่มีปริมาณน้อย (False Negative) ยิ่งไปกว่านั้น ในต่างจังหวัด โรงพยาบาลชุมชน มักขาดแคลนกำลังคนที่เป็นนักเทคนิคการแพทย์ ทำให้การคัดกรองเชิงรุกไม่สามารถครอบคลุม ประชาชนจำนวนมากจึงไม่ได้รับการรักษา และต้องรอจนกระทั่งพยาธิก่อความเสียหายร้ายแรง จนเกิดโรคแทรกซ้อนในยามแก่ชรา ซึ่งคำถามสำคัญคือ เราจะก้าวข้าม “การรักษาเชิงรับ” ไปสู่ “การป้องกันเชิงรุก” ได้อย่างไร?

คำตอบก็คือ นวัตกรรม AI Digital Microscopy หรือเทคโนโลยีสแกนเนอร์สไลด์ดิจิทัล ที่ทำงานร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยใช้อัลกอริทึม Computer Vision สแกนหาภาพไข่พยาธิจากสไลด์อุจจาระได้แบบ 100% ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยความเร็วระดับไม่กี่นาทีต่อเคส และมีความแม่นยำสูง แม้ฟังดูเหมือนว่าเทคโนโลยีราคาแพง เนื่องจากเครื่องสแกนเนอร์ระดับอุตสาหกรรม มีราคาสูงถึงหลักหลายล้านบาทต่อเครื่อง จนทำให้ระบบตลาดเอกชน อาจจะมองว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน แต่หากมองผ่านเลนส์ของ “เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข” (Health Economics) นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่ามหาศาลสำหรับภาครัฐเลยทีเดียวครับ

เป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบันนี้ ค่ารักษาผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีหนึ่งราย แม้เราประชาชนตาดำ ๆ ไม่ได้จ่ายเอง เพราะรักษาผ่านสิทธิ์บัตรทองหรือประกันสังคม แต่ภาครัฐก็ต้องมีต้นทุนเฉลี่ยที่สูง มากถึง 200,000-500,000 บาท นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายแฝงของครอบครัว และค่าสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าหากภาครัฐอุดหนุนงบประมาณลงทุน โดยจัดตั้งเครื่อง AI สแกนเนอร์ในโรงพยาบาลศูนย์ หรือพัฒนาเทคโนโลยี AI สัญชาติไทย ที่เชื่อมต่อกับกล้องจุลทรรศน์เดิมในราคาประหยัด การตรวจคัดกรองคนไทยนับแสนคน ก็จะมีต้นทุนต่อหัวเหลือเพียงไม่กี่สิบบาท การตรวจพบพยาธิและจ่ายยารักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่มในวันนี้ ก็จะสามารถ “ตัดวงจร” ไม่ให้ประชาชนกลายเป็นผู้ป่วยโรคร้าย ในอีก 10–20 ปีข้างหน้า ก็จะช่วยกันประหยัดงบประมาณค่ายาและการรักษาพยาบาลของรัฐได้นับร้อยล้านบาทอย่างเห็นผลเลยทีเดียวครับ

นอกจากนี้ การมีสุขภาพที่ดีตั้งแต่เยาว์วัยจนถึงวัยทำงาน ยังช่วยปกป้องผลผลิตทางเศรษฐกิจ (Productivity) ของประเทศ ประชาชนไม่ต้องหยุดงาน ไม่ต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง และภาครัฐก็จะได้ไม่ต้องแบกรับภาระ ค่าชดเชยทางสังคมอันมหาศาลถึงเวลาแล้วหรือยังครับ ที่ภาครัฐและผู้กำหนดนโยบายต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด จากการมองว่าเครื่องมือ AI ราคาหลายล้านบาท คือ “ภาระงบประมาณ” มาเป็นการมองว่านี่คือ “การลงทุนเพื่อการคุ้มครองงบประมาณ และผลผลิตทางเศรษฐกิจของชาติในอนาคต” เพราะการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อป้องกันโรคในวันนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเซฟเงินในคลังของประเทศได้อย่างยั่งยืน แต่ยังเป็นการไถ่ถอนชีวิต และสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับคนไทยในระยะยาวอย่างแท้จริงครับ