
ดีอี เคลียร์ปมร้อน AI Passport ยันไร้ข้อมูลรั่ว-กว้านจ้าง IO แจงจบโครงการดัน .go.th ชัวร์
"พชร อนันตศิลป์" ปลัดกระทรวงดีอี สางปมทุกข้อสงสัยโครงการ "AI Passport" การันตี PDPA ชี้ยืนยันตัวตนผ่าน "ทางรัฐ-ThaID" แค่ตัดปัญหาลงทะเบียนซ้ำ ไม่ผูกข้อมูลแชต พร้อมล็อกสเปก TOR สั่งห้ามผู้พัฒนา AI ต่างชาติแอบนำข้อมูลผู้ใช้ไทยไปเทรนต่อเด็ดขาด
KEY
POINTS
- กระทรวงดีอียืนยันว่าระบบ AI Passport ไม่มีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล โดยการยืนยันตัวตนมีไว้เพื่อป้องกันการลงทะเบียนซ้ำเท่านั้น และมีข้อตกลงห้ามผู้ให้บริการนำข้อมูลไปใช้ฝึก AI ต่อ
- ชี้แจงประเด็นโดเมนเนมว่าจะเปลี่ยนเป็น .go.th ตามมาตรฐานภาครัฐอย่างแน่นอนเมื่อเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ โดยปัจจุบันยังอยู่ในช่วงลงทะเบียนล่วงหน้า
- ปฏิเสธข่าวการเร่งปั๊มยอดผู้ลงทะเบียน 5 ล้านคน และยืนยันว่าไม่มีการว่าจ้าง IO (ปฏิบัติการข่าวสาร) โดยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดมีความโปร่งใสและส่งให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้ว
- มีมาตรการป้องกันปัญหา AI ตกรุ่น โดยระบุใน TOR ให้ผู้รับจ้างต้องอัปเดตโมเดลให้ทันสมัยตลอดอายุสัญญา และเน้นย้ำความปลอดภัยของคลาวด์ภาครัฐที่ไม่เคยมีประวัติข้อมูลรั่วไหล
วันที่ 21 ส.ค.69 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยถึงกระแสความวิตกกังวลเรื่องความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหล ว่า ในฐานะที่ กระทรวงดีอีเป็นผู้กำกับดูแลกฎหมาย PDPA โดยตรง ย่อมให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด การประมวลผลคำสั่งหรือ Prompt ที่ต้องส่งไปยังต่างประเทศเป็นไปตามกลไกปกติเนื่องจากผู้พัฒนา AI อยู่ในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" หรือ "ThaID" มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อ "ป้องกันการลงทะเบียนซ้ำ" เท่านั้น เมื่อระบบพิสูจน์ตัวตนเสร็จสิ้น ถือว่าขั้นตอนการระบุตัวบุคคลจบลงทันที ไม่ได้มีการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปเชื่อมโยงกับการประมวลผลคำถามในระบบแชตแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ในเอกสารขอบเขตของงาน (TOR) ได้ระบุข้อตกลงชัดเจน ห้ามผู้รับจ้างและผู้ให้บริการ AI ต่างชาตินำคำถาม คำตอบ หรือข้อมูลการประมวลผล ไปจัดเก็บเพื่อใช้ฝึกฝน (Train) หรือพัฒนาต่อยอดโมเดล AI ของตนเองเด็ดขาด ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการใช้งาน AI เวอร์ชันฟรีทั่วไป เช่น ChatGPT ที่มักนำข้อมูลผู้ใช้กลับไปเทรนระบบต่อ
"กระทรวงดีอี มั่นใจว่ามาตรฐานรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ของเรามีความพร้อมและดีที่สุดในประเทศ หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือพบระบบมีปัญหา กระทรวงฯ มีมาตรการเด็ดขาดที่จะสั่งหยุดการทำงานทันทีเพื่อเร่งแก้ไข เปรียบเสมือนการสมัครบัตรเครดิต ซึ่งเราต้องประเมินและควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับปลอดภัยที่สุด" นายพชร กล่าว
แจงปมชื่อโดเมนเนม ยันเปิดจริงใช้ .go.th แน่นอน
กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องชื่อโดเมนเนมของระบบที่ยังไม่ได้ใช้นามสกุล .go.th นายพชร ชี้แจงว่า เนื่องจากปัจจุบันยังอยู่ในช่วงการเปิดลงทะเบียนล่วงหน้า (Pre-registration) ยังไม่ใช่การเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ จึงใช้นามสกุลโดเมนอื่นชั่วคราว แต่เมื่อเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ โดเมนเนมจะเปลี่ยนเป็น .go.th อย่างถูกต้องตามมาตรฐานภาครัฐแน่นอน ทั้งนี้ กระทรวงฯ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ช่วยตั้งข้อสังเกตเพื่อทำให้การทำงานรอบคอบยิ่งขึ้น
โต้ปั๊มยอด 5 ล้านสิทธิ์ - ปัดรู้จัก IO ยันไร้เหตุผลต้องจ้าง
ปลัดกระทรวงดีอี ยังได้ปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการเร่งปั๊มยอดผู้ลงทะเบียนให้ครบ 5 ล้านสิทธิ์ โดยยืนยันว่าโครงการดำเนินงานไปตามขั้นตอนที่วางไว้ แม้ที่ผ่านมาจะมีความล่าช้ากว่าแผนเดิมราว 1 เดือนครึ่ง การเปิด Pre-registration ทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวก ลดความแออัด และป้องกันปัญหาความยุ่งยากในช่วงท้ายที่สิทธิ์ใกล้หมด
พร้อมกันนี้ ได้ตอบข้อถามกรณีถูกสงสัยว่ามีการว่าจ้าง IO (Information Operations) เพื่อปฏิบัติการข่าวสารว่า
"IO คืออะไรเราไม่รู้จัก มีแต่กระทรวงดีอีโดนถล่ม ภาครัฐไม่สามารถจ้าง IO ได้ และกระทรวงดีอีก็ไม่รู้ว่าจะจ้างไปทำไม"
ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้ทยอยส่งมอบเอกสารและข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดให้กับสำนักงาน ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้ว ซึ่งข้อมูลทั้งหมดได้เปิดเผยและประกาศอย่างโปร่งใสบนเว็บไซต์ของกระทรวงฯ
สดช. การันตีความปลอดภัยคลาวด์ภาครัฐ - เปิดสเปกพิเศษ TOR ป้องกัน AI ตกรุ่น
ด้าน นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการ สดช. กล่าวเสริมถึงประเด็นความปลอดภัยข้อมูลตามกฎหมาย PDPA โดยยกตัวอย่างระบบคลาวด์ภาครัฐ (GDCC) ที่ สดช. ดูแลหน่วยงานราชการกว่า 1,200 แห่ง และระบบงานกว่า 4,000 ระบบทั่วประเทศ ซึ่ง "ไม่เคยมีประวัติเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล" แม้ความเสี่ยงไซเบอร์จะเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ในโลกปัจจุบัน แต่สถิติที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี
สำหรับประเด็นที่นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่าโมเดล AI ในระบบอาจเสี่ยงต่อการตกรุ่น นายเวทางค์ ยอมรับว่าเทคโนโลยี AI มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่กระทรวงฯ ได้วางมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเขียนเงื่อนไขพิเศษใน TOR ให้ผู้รับจ้างต้องดำเนินการปรับปรุงและอัปเดตโมเดล AI ให้มีความทันสมัยอย่างเหมาะสมตลอดอายุสัญญา
นอกจากนี้ เลขาธิการ สดช. ได้ระบุถึง สัญญาแนบท้ายข้อ 2.2 ของโครงการว่า มีวัตถุประสงค์ชัดเจนในการส่งเสริมให้ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับ Generative AI ของกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ ถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศไทย รวมทั้งยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายไทยอย่างสูงสุด
"โครงการนี้เป็นการจัดซื้อจัดจ้าง AI ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานของประชาชนหลายล้านคน เราใช้เวลาเตรียมการ TOR เป็นปี นำบทเรียนและความกังวลทุกมิติมาออกแบบสัญญา เพื่อล็อกเงื่อนไขให้สามารถอัปเดตเทคโนโลยีได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ" นายเวทางค์ กล่าวทิ้งท้าย
ล่าสุดสำหรับจำนวนผู้ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว ณ วันที่ 21 ส.ค. เมื่อเวลา 13.30 น. อยู่ที่ 1,132,469 ราย.
หมายเหตุ: สัญญาแนบท้าย AI Passport







