
“ยศชนัน” เดินหน้า Digital Twin ใช้ข้อมูลจำลองอนาคต แก้ปัญหาประเทศ 6 มิติ
“ยศชนัน” เดินหน้า Digital Twin Thailand ยกระดับข้อมูลภูมิสารสนเทศจากแผนที่สู่แบบจำลองอนาคต เชื่อมดาวเทียม เซนเซอร์ IoT และ AI ใช้แก้ปัญหาประเทศ 6 มิติ
KEY
POINTS
- รัฐบาลผลักดันโครงการ Digital Twin Thailand เพื่อใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศสร้างแบบจำลองดิจิทัลของประเทศสำหรับคาดการณ์อนาคตและวางแผนแก้ปัญหาล่วงหน้า
- มีเป้าหมายเปลี่ยน "แผนที่" แบบเดิมให้เป็นระบบอัจฉริยะ (GeoAI) ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเรียลไทม์จากดาวเทียมและเซนเซอร์ เพื่อช่วยให้ภาครัฐตัดสินใจแก้ปัญหาได้แม่นยำขึ้น
- มุ่งเน้นการใช้ Digital Twin เพื่อแก้ปัญหาที่กระทบต่อประชาชนโดยตรงใน 6 มิติหลัก ได้แก่ การจัดการน้ำ, สภาพภูมิอากาศ, ที่ดิน, เมืองอัจฉริยะ, อุตสาหกรรม และการจัดการภัยพิบัติ
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานการประชุม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 วันนี้ (17 ส.ค. 2569) ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการสร้างรากฐานใหม่ในการใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศ เพื่อเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่และยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทย
จาก “แผนที่” สู่ Digital Twin มองเห็นอนาคตประเทศ
โจทย์สำคัญคือการนำข้อมูลสารสนเทศจำนวนมหาศาลที่ประเทศมีอยู่ ซึ่งมักถูกจัดเก็บไว้เฉย ๆ มาเปลี่ยนผ่านไปสู่ความฉลาดในการวิเคราะห์ (Intelligence) เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาได้จริง โดยเป้าหมายใหญ่ของรัฐบาลคือการยกระดับจากการใช้ “แผนที่ดูประเทศไทย” ไปสู่การใช้ “Digital Twin” เพื่อดูอนาคตของประเทศ
แผนที่ในยุคหน้าจะไม่ใช่เพียงข้อมูลสำหรับดูสภาพพื้นที่ แต่จะเป็นคลังข้อมูลขนาดใหญ่ที่สามารถดึงข้อมูลแบบเรียลไทม์จากดาวเทียม เซนเซอร์ และอุปกรณ์ IoT มาประมวลผลเชิงลึก เพื่อให้ภาครัฐสามารถตัดสินใจและแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างแม่นยำและตรงจุดมากขึ้น
3 แนวทางหลัก ปูทางสู่ Digital Twin Thailand
สำหรับทิศทางการขับเคลื่อนต่อจากนี้ จะมุ่งเน้น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การสร้างรากฐานข้อมูลสารสนเทศครบวงจรร่วมกับระบบ One Map เพื่อรองรับการทำงานของ GeoAI
ส่วนที่สองคือการอัปเกรดจากข้อมูลเปิด (Open Geo-Informatics Data) ไปสู่ GeoAI โดยนำ Generative AI เข้ามาช่วยทำความเข้าใจข้อมูลจำนวนมาก และส่วนสุดท้ายคือการมุ่งสู่ Digital Twin Thailand หรือการสร้างฝาแฝดดิจิทัลของประเทศไทยขึ้นมาในโลกคอมพิวเตอร์
Digital Twin Thailand จะรวมข้อมูลพื้นฐาน ผังภูมิสารสนเทศ และโครงสร้างพื้นฐานเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถทดลองและจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ ก่อนที่จะเกิดผลกระทบขึ้นจริง ช่วยให้ภาครัฐประเมินทางเลือกและวางแผนรับมือปัญหาได้ล่วงหน้า
ใช้แผนที่อัจฉริยะ แก้ปัญหา 6 มิติ
ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า แผนที่อัจฉริยะจะถูกนำมาใช้แก้ปัญหาที่กระทบต่อชีวิตประชาชนโดยตรงใน 6 มิติ ได้แก่
- การจัดการน้ำ รับมือน้ำท่วม น้ำแล้ง และลดความสูญเสีย
- การดูแลสภาพภูมิอากาศ รับมือความแปรปรวนและดูแลทรัพยากรอย่างยั่งยืน
- การจัดการที่ดิน แก้ข้อพิพาทและวิเคราะห์สภาพดินเพื่อประโยชน์ของเกษตรกร
- การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ วางผังเมืองและระบบจราจรให้ประชาชนเดินทางสะดวก
- การขับเคลื่อนอุตสาหกรรม วางแผนแม่บทเพื่อดึงดูดการลงทุน
- การจัดการภัยพิบัติ พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยและรับมือเหตุวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว
ยกญี่ปุ่นใช้ Digital Twin แก้โจทย์ประมง
ศ.ดร.ยศชนัน ยังยกตัวอย่างการใช้ระบบ Digital Twin ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนำข้อมูลประชากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศมาจำลองสถานการณ์ ทำให้ภาครัฐสามารถกำหนดนโยบายด้านประมงได้อย่างแม่นยำ ขณะที่ชาวประมงสามารถรู้ว่าควรจับปลาในช่วงเวลาใด หรือใช้อุปกรณ์ขนาดเท่าใดให้เหมาะสมกับสภาพจริง
แนวทางดังกล่าวช่วยให้ชาวประมงมีรายได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันระบบนิเวศไม่ถูกทำลาย สะท้อนให้เห็นว่าข้อมูลที่แม่นยำสามารถเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากการออกกฎหมายบังคับแบบเหวี่ยงแห ไปสู่การบริหารจัดการที่สมดุลและสอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง
ปักหมุดแผนปฏิบัติการฯ ปี 71–75
ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางที่ปักหมุดร่วมกันผ่านแผนปฏิบัติการฯ ปี 2571–2575 เพื่อให้การตัดสินใจของประเทศไทยต่อจากนี้ไม่ได้มาจากการคาดเดา แต่เป็นการใช้ข้อมูลจริงเพื่อมองเห็นภาพอนาคตล่วงหน้า
ด้าน ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การยกระดับภูมิสารสนเทศครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยี แต่เป็นการวางรากฐานใหม่ในการใช้ข้อมูลเพื่อบริหารประเทศ โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อลดความซ้ำซ้อน และนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์และคาดการณ์ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของแต่ละพื้นที่
เปลี่ยนจาก “มองปัจจุบัน” สู่ “ทดลองอนาคต”
“เป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนจากการใช้แผนที่เพื่อมองสภาพปัจจุบันของประเทศไทย ไปสู่การใช้ข้อมูลเพื่อมองเห็นและทดลองอนาคต เพื่อให้การตัดสินใจของภาครัฐมีข้อมูลจริงรองรับ สามารถวางแผนรับมือวิกฤติต่าง ๆ ได้แม่นยำขึ้น ลดความเสียหาย และนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้าย







