thansettakij
thansettakij
ต้นทุน iPhone 18 Pro พุ่ง 38% Apple จ่อหั่นกำไรพยุงยอดขาย

ต้นทุน iPhone 18 Pro พุ่ง 38% Apple จ่อหั่นกำไรพยุงยอดขาย

10 ส.ค. 69 | 12:04 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ส.ค. 69 | 12:04 น.

TrendForce ประเมินต้นทุน iPhone 18 Pro รุ่น 256GB พุ่งเกือบ 40% จากราคาเมมโมรี่ที่ปรับขึ้นแรง คาด Apple อาจยอมลดกำไรเพื่อจำกัดการขึ้นราคา ขณะที่ Android เผชิญแรงกดดันหนักกว่า เสี่ยงปรับราคาหรือลดการผลิต

KEY

POINTS

  • ต้นทุนการผลิต iPhone 18 Pro รุ่น 256GB คาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นถึง 38% โดยมีสาเหตุหลักจากราคาหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • Apple มีแนวโน้มที่จะยอมลดอัตรากำไรของตนเองลง เพื่อจำกัดการขึ้นราคาขายปลีกและรักษายอดขายไว้ไม่ให้ได้รับผลกระทบ
  • ราคาหน่วยความจำได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันต้นทุนการผลิต โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10% เป็นกว่า 34% ของต้นทุนทั้งหมด

TrendForce เปิดเผยผลวิจัยอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนล่าสุดว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาชิ้นส่วน โดยเฉพาะหน่วยความจำ กำลังผลักดันต้นทุนการผลิต iPhone 18 Series ของ Apple ให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะรุ่นความจุ 256GB ซึ่งคาดว่าต้นทุน BOM (Bill of Materials) จะเพิ่มขึ้นประมาณ 38% เมื่อเทียบกับรุ่นใหม่ในช่วงเดียวกันของปี 2568

แรงกดดันด้านต้นทุนดังกล่าวทำให้ Apple มีแนวโน้มต้องปรับราคาจำหน่าย iPhone 18 Series ขึ้น แต่เพื่อไม่ให้ราคาที่เพิ่มขึ้นกระทบต่อกำลังซื้อและยอดขาย Apple อาจเลือกใช้กลยุทธ์ลดอัตรากำไรขั้นต้น เพื่อจำกัดการปรับขึ้นราคาสินค้าและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟน

ต้นทุน iPhone 18 Pro พุ่ง 38% Apple จ่อหั่นกำไรพยุงยอดขาย

เมมโมรี่ขึ้นแท่นตัวแปรหลักดันต้นทุน iPhone

TrendForce ระบุว่า โครงสร้างต้นทุนของ iPhone Pro Series กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่ชิปประมวลผลหลัก (AP) และหน้าจอเป็นส่วนประกอบสำคัญของต้นทุน ขณะที่ต้นทุนหน่วยความจำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับ iPhone 18 Pro รุ่นความจุ 256GB สัดส่วนต้นทุนหน่วยความจำเพิ่มจากประมาณ 10% เมื่อหนึ่งปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 34% ในไตรมาส 3 ปี 2569 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกิน 40% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2570

จากแนวโน้มดังกล่าว TrendForce ประเมินว่า iPhone 18 Pro รุ่น 256GB ที่เปิดตัวในไตรมาส 3 ปี 2569 จะมีต้นทุนสูงกว่ารุ่นใหม่ในช่วงเดียวกันของปี 2568 ประมาณ 38% และหากราคาหน่วยความจำยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้นในปี 2570 ต้นทุนการผลิตของ iPhone 18 Pro อาจเพิ่มขึ้นอีก

Apple จ่อใช้กลยุทธ์ลดกำไรคุมราคาขาย

TrendForce มองว่า Apple อาจนำแนวทางการตั้งราคาของ MacBook รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในช่วงที่ผ่านมา มาใช้กับ iPhone 18 Pro Series โดยเลือกที่จะยอมรับอัตรากำไรที่ลดลง เพื่อจำกัดขนาดของการปรับขึ้นราคาสินค้า

กลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยให้ Apple สามารถควบคุมราคาขายปลีกไม่ให้เพิ่มขึ้นมากเกินไป และลดผลกระทบต่อความต้องการซื้อของผู้บริโภค ขณะเดียวกันยังช่วยรักษาปริมาณการส่งมอบ iPhone และส่วนแบ่งตลาด

นอกจากนี้ Apple อาจทบทวนโครงสร้างราคาของ iPhone รุ่นเก่า โดยมีความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นราคาของรุ่นก่อนหน้า หลังการเปิดตัว iPhone 18 Series เพื่อช่วยชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น

Android เจอศึกต้นทุนหนักกว่า iPhone

TrendForce ประเมินว่า แม้ Apple ซึ่งมีความสามารถในการทำกำไรสูงยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน Android จะได้รับผลกระทบด้านอัตรากำไรมากกว่า

หากผู้ผลิตต้องการสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อรักษาระดับการดำเนินงานและหลีกเลี่ยงการขายสินค้าในภาวะขาดทุนต่อเครื่อง ราคาสมาร์ทโฟน Android อาจต้องปรับขึ้นมากกว่า iPhone

โดยเฉพาะตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางและระดับเริ่มต้น ซึ่งมีส่วนต่างกำไรจำกัด ขณะที่ราคาหน่วยความจำสะสมตั้งแต่ต้นปี 2568 ถึงปัจจุบันเพิ่มขึ้นประมาณ 5-7 เท่า ส่งผลให้ผู้ผลิตมีทางเลือกจำกัด ทั้งการปรับราคาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือจำกัดการผลิตและยุติการจำหน่ายผลิตภัณฑ์บางรุ่นที่ไม่สามารถทำกำไรได้

ต้นทุน iPhone 18 Pro พุ่ง 38% Apple จ่อหั่นกำไรพยุงยอดขาย

TrendForce หั่นมุมมองตลาดสมาร์ทโฟนโลก

TrendForce คาดว่า ต้นทุนหน่วยความจำที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนทั่วโลกตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 โดยผู้ผลิตจะเผชิญแรงกดดันให้ปรับลดปริมาณการผลิต

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า วิกฤตราคาหน่วยความจำไม่ได้กระทบเฉพาะต้นทุนการผลิต แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดราคาสมาร์ทโฟน กลยุทธ์ด้านกำไร และปริมาณการผลิตของผู้ผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มสมาร์ทโฟนระดับกลางและระดับเริ่มต้นที่มีความสามารถในการรองรับต้นทุนเพิ่มขึ้นจำกัด

เรียบเรียงจาก Trendforce  , Macrumors