thansettakij
thansettakij
จับเทรนด์ 'เกษตรกรยุคใหม่' เน้น DATA-ลดโลกร้อน-เหนื่อยน้อยแต่ผลผลิตเยอะ

จับเทรนด์ 'เกษตรกรยุคใหม่' เน้น DATA-ลดโลกร้อน-เหนื่อยน้อยแต่ผลผลิตเยอะ

ทำไมเกษตรกรชาวนายุคใหม่ไม่ต้องหว่านเมล็ดเยอะ ไม่ต้องกะปุ๋ยด้วยสายตาอีกต่อไป พาไปดูเบื้องหลังที่คูโบต้าฟาร์ม ในพื้นที่ 220 ไร่ในชลบุรี ที่เปลี่ยนดินคุณภาพต่ำให้กลายเป็นต้นแบบเกษตรยุคใหม่ ด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี

KEY

POINTS

  • การทำเกษตรยุคใหม่เน้นการใช้เทคโนโลยีและข้อมูล (DATA) เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ แทนการพึ่งพาความรู้สึกหรือการคาดเดา
  • นำนวัตกรรมมาช่วยประหยัดพลังงานและลดต้นทุน เช่น การใช้แผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำผลิตไฟฟ้าสำหรับปั๊มน้ำ และการออกแบบแปลงนาให้เหมาะกับเครื่องจักรเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง
  • ส่งเสริมเทคนิคเกษตรแม่นยำที่ช่วยลดแรงงานแต่เพิ่มผลผลิต เช่น การปลูกข้าวแบบปลอดการหว่าน (Zero Broadcast) และการใส่ปุ๋ยตามค่าสีของใบข้าว

คณะนักศึกษาโครงการอบรมเพิ่มองค์ความรู้สื่อมวลชน เรื่อง กระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อหลังโลกาภิวัตน์ รุ่นที่ 3 (ลกส.3) จากสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ มีโอกาสลงพื้นที่ดูงานนวัตกรรมใหม่ๆของเกษตรกรยุคใหม่บนพื้นที่ 220 ไร่ ใน "คูโบต้าฟาร์ม" จังหวัดชลบุรี

เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่วิทยากร เล่าว่า ครั้งหนึ่งแถวนี้เคยเป็นพื้นที่ที่ดินคุณภาพต่ำ อินทรียวัตถุแทบไม่เหลือ วันนี้กลายเป็น สนามทดลองจริงที่พิสูจน์ว่า เกษตรกรไทยไม่จำเป็นต้องพึ่งความเคยชินหรือการเดาสุ่มอีกต่อไป เพราะทุกกระบวนการตัดสินใจ ตั้งแต่การหว่านเมล็ด ให้น้ำ ไปจนถึงใส่ปุ๋ยและเก็บผลผลิต สามารถอ้างอิงจาก DATA ที่ดูผ่านมือถืออย่างแม่นยำได้ทั้งหมด

"นั่นคือความต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างเกษตรกรรุ่นพ่อกับเกษตรกรรุ่นใหม่" วิทยากร ระบุ

คณะนักศึกษาโครงการอบรมเพิ่มองค์ความรู้สื่อมวลชน เรื่อง กระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อหลังโลกาภิวัตน์ รุ่นที่ 3 (ลกส.3) จากสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ลงพื้นที่ดูงานนวัตกรรมใหม่ๆของเกษตรกรยุคใหม่ใน "คูโบต้าฟาร์ม" จังหวัดชลบุรี

ก่อนจะเป็นฟาร์มต้นแบบ ที่นี่เคยเป็นแค่ดินที่ไม่มีใครอยากได้

ถ้าย้อนเวลากลับไปก่อนปี 2560 คงไม่มีใครเชื่อว่าผืนดินตรงนี้จะกลายเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรระดับภูมิภาคอาเซียนได้ เพราะในตอนนั้นมันคือดินทรายคุณภาพต่ำ อินทรียวัตถุเหลืออยู่เพียงราว 0.4% ปลูกอะไรก็ไม่ค่อยขึ้น ชาวบ้านรอบข้างเลยเลือกปลูกพืชที่ทนทานและดูแลง่ายที่สุดอย่างยูคาลิปตัสหรือมันสำปะหลัง เพราะไม่ต้องพะวงเรื่องปรับปรุงดินเลยด้วยซ้ำ

แต่แทนที่จะยอมรับสภาพเดิม สยามคูโบต้า ซึ่งร่วมมือกับหลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศ กลับมองว่านี่คือโจทย์ที่ใช่ที่สุด เพราะถ้าพื้นที่แย่ขนาดนี้ยังพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งเกษตรที่สมบูรณ์ได้ ก็ย่อมเป็นตัวอย่างที่จับต้องได้จริงสำหรับเกษตรกรทั่วประเทศ

ด้วยแนวคิดนี้จึงทุ่มงบลงทุนเริ่มต้นกว่า 145 ล้านบาท และขยายเพิ่มเป็น 225 ล้านบาทในเวลาต่อมา เพื่อออกแบบพื้นที่ตามหลักภูมิสังคม น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่มาผสมผสานกับแนวคิดโคก หนอง นา และเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่

รถแทรคเตอร์ทุ่นแรงแบบต่างๆในคูโบต้าฟาร์ม

ผลลัพธ์คือฟาร์มถูกแบ่งออกเป็น 10 โซนการเรียนรู้ ตั้งแต่โซนเกษตรครบวงจร โซนเกษตรแม่นยำและพืชหลังนา โซนเกษตรรายได้เสริมสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก โซนยางพารา โซนนวัตกรรมเครื่องจักรกล โซนโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงโซนวิจัยและถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่ละโซนไม่ได้มีไว้ให้ดูเฉยๆ ทว่าออกแบบมาให้ผู้มาเยือนได้ลงมือทำจริง เห็นผลจริงด้วยตาตนเอง

ดินแย่แค่ไหนก็ฟื้นได้ ถ้ารู้จักคุยกับมันให้เป็น

จุดเริ่มต้นของการดูงานจุดแรกคือเรียนรู้เรื่องการฟื้นฟูดิน ที่ร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดินและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มจากการปลูกพืชตระกูลถั่วหมุนเวียนเพื่อเติมอินทรียวัตถุกลับคืนสู่ดินทีละน้อย จากที่เคยปลูกอะไรแทบไม่ขึ้น วันนี้ผืนดินเดียวกันนี้สามารถปลูกข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และผักได้เต็มรูปแบบ พร้อมนำมาถ่ายทอดให้ผู้มาศึกษาดูงานได้เห็นของจริง

เป้าหมายไม่ได้หยุดแค่นั้น เพราะฟาร์มตั้งใจดันค่าอินทรียวัตถุในดินจาก 1% ในปัจจุบัน ให้ขึ้นไปถึง 2% ภายในปี 2574 ซึ่งฟังดูเป็นตัวเลขเล็กๆ แต่สำหรับคนทำเกษตรจริงแล้ว นี่คือความแตกต่างระหว่างดินที่ "พอปลูกได้" กับดินที่ "ให้ผลผลิตดี" อย่างมีนัยสำคัญ

เรื่องน้ำก็เดินตามหลักการเดียวกันคือ "รู้ให้ลึกก่อนลงมือ" ฟาร์มพึ่งน้ำฝนเป็นแหล่งน้ำหลัก ผสานความร่วมมือกับมูลนิธิชัยพัฒนา กรมทรัพยากรน้ำ และกรมชลประทาน เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอตลอดทั้งปี แม้ปริมาณฝนแต่ละปีจะไม่แน่นอน

ทีมงาน เล่าว่าต้องวางแผนการใช้น้ำให้สอดคล้องกับชนิดพืชที่ปลูกในแต่ละฤดูกาลอยู่เสมอ พร้อมติดตั้งสถานีตรวจอากาศที่คอยรายงานปริมาณน้ำฝน ทิศทางลม และความเร็วลมแบบเรียลไทม์ เพื่อให้การวางแผนเพาะปลูกแม่นยำขึ้นทุกปี

จับเทรนด์ 'เกษตรกรยุคใหม่' เน้น DATA-ลดโลกร้อน-เหนื่อยน้อยแต่ผลผลิตเยอะ

แผงโซลาร์ลอยน้ำ หนึ่งไอเดียที่ได้ประโยชน์ซ้อนสาม

พื้นที่ 220 ไร่ต้องใช้แรงขับของมอเตอร์สูบน้ำขนาดใหญ่ตลอดทั้งปี ค่าไฟจึงเป็นต้นทุนที่มองข้ามไม่ได้ ฟาร์มจึงจับมือกับ SCG ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำบนบ่อกักเก็บ ซึ่งให้ประโยชน์มากกว่าที่คิด

ประการแรก คือใช้ประโยชน์จากผิวน้ำที่ไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้วให้เกิดมูลค่า โดยไม่ต้องเวนคืนพื้นที่ดินเพิ่มแม้แต่ตารางเมตรเดียว

ประการที่สอง แผงโซลาร์ช่วยลดการระเหยของน้ำในบ่อได้มากถึง 70% ในบริเวณที่ติดตั้ง ทำให้เก็บน้ำไว้ใช้ได้นานขึ้นในหน้าแล้ง

ประการที่สาม ลดค่าไฟฟ้าจากการเดินมอเตอร์สูบน้ำได้ถึงปีละ 270,000 บาท

นอกจากนี้ฟาร์มยังมีแผนขยายการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาลานจอดรถ เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้มากขึ้นอีกในอนาคต

ส่วนคุณภาพน้ำที่อาจมีโลหะหนักอย่างตะกั่วหรือสังกะสีปนเปื้อนมากับน้ำฝน ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญโดยเฉพาะกับแปลงผักที่คนนำไปบริโภคโดยตรง ฟาร์มแก้ปัญหาด้วยวิธีธรรมชาติ คือปลูกพืชบางชนิดที่มีคุณสมบัติดูดซับโลหะหนักในน้ำก่อนปล่อยเข้าสู่ระบบ ควบคู่กับการติดตั้งกังหันชัยพัฒนาเพื่อเติมออกซิเจนทั้งบนผิวน้ำและใต้ผิวน้ำ ช่วยให้ค่าคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของทั้งพืชและสัตว์น้ำ และที่สำคัญคือสามารถตรวจสอบค่าต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟนได้แบบเรียลไทม์ ไม่ต้องเดินไปวัดค่าน้ำด้วยตัวเองทุกวันอีกต่อไป

จับเทรนด์ 'เกษตรกรยุคใหม่' เน้น DATA-ลดโลกร้อน-เหนื่อยน้อยแต่ผลผลิตเยอะ

ออกแบบแปลงนาให้ "คุยกับเครื่องจักร" รู้เรื่อง

หนึ่งในไอเดียที่ฟังดูเรียบง่ายที่สุด แต่ทรงพลังที่สุดในความเห็นของหลายคนที่ไปดูงานวันนั้น คือเรื่องการออกแบบขนาดแปลงนาให้เหมาะกับการทำงานของเครื่องจักรตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ปล่อยให้ปลูกไปตามรูปที่ดินที่มีอยู่เดิม

หนำซ้ำยังโชว์ให้เห็นถึงนวัตกรรมการบินโดรนฉีดพ่น และไฮไลท์คือรถดำนาแบบออโต้ไพลอต (Autopilot) คือระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติ ที่เกษตรกรไม่ต้องควบคุมรถ แค่นำต้นกล้ามาวางเรียง ซึ่งเจ้าตัวรถก็จะทำหน้าที่ดำนาตามระยะที่เท่ากันเป๊ะ เมื่อถึงจุดที่กำลังจะชนขอบเถียงนาตัวรถก็ยูเทิรน์กลับอัตโนมัติ

เจ้าหน้าที่บอกว่า หลักการคือแปลงนาที่ดีควรมีขนาดราว 1.5-3 ไร่ต่อแปลง และควรออกแบบหน้ากว้างของแปลงให้พอดีกับรอบการทำงานของเครื่องจักรกลการเกษตร ตัวอย่างเช่น แปลงหน้ากว้าง 12 เมตร จะทำให้รถแทรกเตอร์และรถเกี่ยวนวดข้าวทำงานไปกลับได้พอดี 6 รอบ โดยไม่มีเศษพื้นที่เหลือทำงานซ้ำซ้อน ฟังดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ผลลัพธ์ที่วัดได้จริงคือทำงานเร็วขึ้นถึง 60% และประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากถึง 50% เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าแค่ "คิดก่อนลงมือ" ก็ช่วยลดต้นทุนได้มหาศาลโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเลยด้วยซ้ำ

จับเทรนด์ 'เกษตรกรยุคใหม่' เน้น DATA-ลดโลกร้อน-เหนื่อยน้อยแต่ผลผลิตเยอะ

เมื่อชาวนาเลิก "หว่านตามใจ" หันมาปลูกแบบนับเมล็ดทีละเม็ด

ภาพจำของนาไทยส่วนใหญ่คือการทำนาหว่าน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70-90% ของพื้นที่นาทั้งหมด ใช้เมล็ดพันธุ์มากถึง 30 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อข้าวงอกขึ้นมาพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ต้นข้าวก็เบียดกันแน่น เสี่ยงต่อโรคและแมลง สุดท้ายต้นทุนสารเคมีและปุ๋ยเคมีก็พุ่งสูงตามไปด้วย

ที่คูโบต้าฟาร์มจึงส่งเสริมแนวคิด "เกษตรปลอดหน้าหวาน" หรือ Zero Broadcast ซึ่งคือการปลูกข้าวด้วยวิธีดำนาหรือวิธีหยอดเมล็ดให้เป็นแถวเป็นแนว ใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 8-12 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น ลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ลงได้ทันที 300-500 บาทต่อไร่ และเพราะต้นข้าวขึ้นเป็นแถวเป็นแนว การบำรุงรักษาก็ทำได้สะดวกขึ้น ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้นตามไปด้วย

เบื้องหลังความสำเร็จของวิธีนี้คือเครื่องเพาะกล้าสองรูปแบบที่ฟาร์มนำมาสาธิตให้ดู แบบแรกเป็นเครื่องเพาะกล้าแบบมือเข็น ยังคงต้องใช้แรงงานคนราว 10-11 คนต่อวัน ผลิตกล้าได้วันละราว 500-800 ถาด

ส่วนแบบที่สองเป็นเครื่องเพาะกล้าแบบกึ่งอัตโนมัติ เหมาะกับธุรกิจรถดำนาหรือเกษตรกรที่รวมกลุ่มกันทำนาหลายพันถึงหลักหมื่นไร่ เครื่องนี้ผลิตกล้าได้ 800-1,000 ถาดภายในหนึ่งชั่วโมง ใช้แรงงานเพียง 3 คนคอยเปิดปิดสวิตช์และเติมเมล็ดพันธุ์กับวัสดุปลูกเท่านั้น แรงงานอีก 8-9 คนที่เคยต้องใช้ก็หายไปจากสมการทันที

ความน่าสนใจอยู่ที่รายละเอียดเล็กๆ ที่ส่งผลใหญ่ อัตราเมล็ดพันธุ์ที่ฟาร์มแนะนำอยู่ที่ 300-340 กรัมต่อถาด ต่ำกว่าที่เกษตรกรทั่วไปมักหว่านกันที่ 220-280 กรัม ทำให้ต้นกล้าไม่แน่นเกินไป จำนวนต้นข้าวต่อพื้นที่คำนวณได้ชัดเจนขึ้น ส่วนวัสดุเพาะกล้าที่แนะนำมีทั้งแกลบเผา ขี้เลื่อย และดิน ซึ่งทุกชนิดต้องผ่านการร่อนเอาหินและเศษวัสดุออกก่อน และต้องตรวจสอบว่าไม่มีคราบน้ำมันปนเปื้อน ด้วยวิธีง่ายๆ คือนำวัสดุไปแช่ในน้ำเปล่า หากมีคราบน้ำมันลอยขึ้นมา ต้องหลีกเลี่ยงวัสดุนั้นทันที เพราะจะทำให้เมล็ดข้าวไม่งอก

ต้นกล้าที่เหมาะสมสำหรับนำไปดำนาด้วยเครื่องจักร ควรมีความสูงระหว่าง 7-25 เซนติเมตร หากสั้นกว่านั้นต้นกล้าจะจมโคลนไม่ถึงความลึกที่ต้องการ แต่ถ้าสูงเกิน 25 เซนติเมตร ก็เสี่ยงเสียหายจากการเสียดสีกับอุปกรณ์ของเครื่องดำนา รายละเอียดเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกษตรกรรุ่นเก่าอาจไม่เคยคำนวณมาก่อน แต่กลับเป็นตัวแปรสำคัญที่ตัดสินความสำเร็จของการทำนาแบบแม่นยำ

จับเทรนด์ 'เกษตรกรยุคใหม่' เน้น DATA-ลดโลกร้อน-เหนื่อยน้อยแต่ผลผลิตเยอะ

ใบข้าวก็พูดได้ ถ้ารู้จักฟังมันด้วยเครื่องมือที่ใช่

ถ้าถามว่าช่วงไหนของการบรรยายที่ทำให้ผู้ฟังหลายคนถึงกับอุทานออกมา คงหนีไม่พ้นเรื่องการใส่ปุ๋ย เพราะวิทยากรเล่าให้ฟังตรงๆ ว่าเกษตรกรไทยเกือบทั้งหมดตัดสินใจใส่ปุ๋ยด้วย "ความรู้สึก" มากกว่าข้อมูลจริง เห็นใบข้าวของตัวเองเขียวน้อยกว่าเพื่อนบ้านก็รีบใส่ปุ๋ยเพิ่มตาม วันนี้ใส่ พรุ่งนี้ไม่ใส่ ก็แล้วแต่อารมณ์ ผลคือต้นทุนบานปลายขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีใครรู้ตัวเลขต้นทุนที่แท้จริงของตัวเองเลย

ทางออกที่ภาครัฐและฟาร์มส่งเสริมคือการนำดินไปตรวจวิเคราะห์ที่กรมพัฒนาที่ดินซึ่งไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแต่ต้องรอคิวนานหน่อยเพราะมีผู้ส่งตรวจจำนวนมาก หรือหากไม่อยากรอ ก็สามารถส่งตรวจกับห้องแล็บของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ในราคาราวชุดละ 400-500 บาทต่อครั้ง ซึ่งฟาร์มแนะนำว่าเกษตรกรควรรวมกลุ่มกันส่งตรวจ เพราะจะลดต้นทุนต่อรายลงได้มาก และไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปี เพราะค่าดินไม่ได้เปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนั้น ตรวจทุก 2-3 ปีก็เพียงพอ

แต่จุดที่เปลี่ยนเกมได้จริงในระดับแปลงคือ "เครื่องมือวัดสีใบข้าว" ตั้งแต่แผ่นเทียบสีใบข้าวราคาไม่กี่ร้อยบาท ไปจนถึงเครื่องวัดค่าคลอโรฟิลล์แบบพกพา หลักการคือสีเขียวของใบข้าวสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณไนโตรเจนที่ต้นข้าวมีอยู่ เมื่อวัดค่าได้ตัวเลขชัดเจน เกษตรกรก็จะรู้ทันทีว่าควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเพิ่มเต็มอัตรา ลดอัตราลงครึ่งหนึ่ง หรือไม่ต้องใส่เลยในรอบนั้น แทนที่จะตัดสินใจด้วยสายตาซึ่งแต่ละคนมองสีเข้มอ่อนไม่เหมือนกัน

"สมมติเกษตรกรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ในราคากิโลกรัมละ 28 บาท พื้นที่ 10 ไร่ก็จะมีต้นทุนราว 2,800 บาทต่อรอบการปลูก แต่ถ้าใช้เครื่องมือวัดใบข้าวแล้วพบว่าต้นข้าวมีไนโตรเจนเพียงพออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่เพิ่ม เกษตรกรก็ประหยัดต้นทุนก้อนนี้ไปได้ทั้งหมด ขณะที่เครื่องมือวัดคลอโรฟิลล์แบบพกพาราคาเพียงราว 350 บาท เทียบกับเครื่องมือนำเข้าที่มีราคาสูงถึงหลักหมื่นบาท จึงถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่อยากลดต้นทุนแบบมีหลักฐานอ้างอิง ไม่ใช่แค่ความรู้สึก"

นอกจากนี้ ช่วงเวลาการใส่ปุ๋ยก็สำคัญไม่แพ้ปริมาณ วิทยากรอธิบายว่าข้าวต้องการไนโตรเจนมากเป็นพิเศษในช่วงตั้งท้องออกรวง หากใส่มากเกินความต้องการในช่วงนี้ อาจทำให้เกิดการชะงักการเจริญเติบโตหรือรวงฝ่อได้ ตรงข้ามกับความเชื่อทั่วไปที่ว่ายิ่งใส่ปุ๋ยมากยิ่งได้ผลผลิตมาก ซึ่งในความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามหากใส่ผิดจังหวะ

จับเทรนด์ 'เกษตรกรยุคใหม่' เน้น DATA-ลดโลกร้อน-เหนื่อยน้อยแต่ผลผลิตเยอะ

ทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ประหยัดน้ำ ลดโลกร้อนไปพร้อมกัน

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ฟาร์มนำมาใช้จริงในแปลงสาธิตคือระบบทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ควบคู่กับระบบสูบน้ำเข้าแปลงนาอัตโนมัติ โดยทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ เมื่อระดับน้ำในแปลงลดลงจากเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เซ็นเซอร์จะส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังตัวควบคุมปั๊มน้ำโดยอัตโนมัติ เพื่อปล่อยน้ำเข้าแปลงนาทันทีโดยไม่ต้องมีคนเฝ้าคอยเปิดปิดวาล์วเอง

วิธีนี้นอกจากจะช่วยประหยัดน้ำและกระตุ้นการแตกกอของต้นข้าวให้ดีขึ้นแล้ว ยังมีข้อดีทางสิ่งแวดล้อมที่สำคัญคือช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากพื้นที่นาข้าว ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน เป็นแนวทางที่ภาครัฐกำลังส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปปรับใช้มากขึ้นในปัจจุบัน

ส่วนเกษตรกรที่ทำนาในพื้นที่ต้องอาศัยการผันน้ำเข้าแปลงด้วยเครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก ฟาร์มก็มีการสาธิตสถานีจำลองที่ใช้ท่อสูบน้ำถึง 2 ท่อพร้อมกัน เพื่อให้ผันน้ำได้เร็วขึ้น ย่นระยะเวลาในแต่ละรอบการเพาะปลูกให้สั้นลง ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับวิธีเดิม

จับเทรนด์ 'เกษตรกรยุคใหม่' เน้น DATA-ลดโลกร้อน-เหนื่อยน้อยแต่ผลผลิตเยอะ

เกษตรยุคใหม่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ตลอดเส้นทางเดินชมฟาร์มในวันนั้น สิ่งที่คูโบต้าฟาร์มพยายามสื่อสารไม่ใช่การขายเทคโนโลยีราคาแพงให้เกษตรกรต้องไปกู้เงินมาซื้อ แต่คือการชวนให้กลับมา "รู้จักพื้นที่ของตัวเองให้มากขึ้น" ผ่านข้อมูลดิน น้ำ และพืชที่วัดผลได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบแปลงให้เหมาะกับเครื่องจักร การลดเมล็ดพันธุ์ด้วยวิธีปลอดหน้าหวาน การวัดสีใบก่อนใส่ปุ๋ย หรือแม้แต่การทำนาแบบเปียกสลับแห้งที่ใช้เซ็นเซอร์ราคาไม่แพงมาช่วยตัดสินใจ ทุกวิธีล้วนเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ข้อเดียวว่า "เรารู้จริง หรือแค่รู้สึก"

เพราะสุดท้ายแล้ว การเกษตรที่ยั่งยืนไม่ได้วัดกันที่ใครลงทุนสูงกว่า แต่วัดกันที่ใครใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้คุ้มค่าที่สุดต่างหาก