
กสทช.เร่ง LAW SHIFT จี้พลิกกฎหมายสื่อสาร รับมือ Data Center-Cloud-AI โตกระฉูด
กสทช.จับตา Data Center ไทย อนุญาตแล้ว 26 ราย เปิดโจทย์พลังงาน-สิ่งแวดล้อม-ความคุ้มค่าลงทุน เปิดเกม LAW SHIFT 2026 ปรับกฎหมายสื่อสาร รับเทคโนโลยี AI เปลี่ยนเร็ว
KEY
POINTS
- กสทช. ชี้ว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Data Center, Cloud และ AI ทำให้กฎหมายสื่อสารฉบับปัจจุบัน เช่น พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ล้าสมัยและไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
- จึงเร่งผลักดันโครงการ "LAW SHIFT" เพื่อปฏิรูปและปรับปรุงกฎหมายด้านการสื่อสารให้ทันสมัย สามารถกำกับดูแลและรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
- เป้าหมายคือเพื่อสร้างกรอบกฎหมายที่สามารถกำกับดูแลเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะในการพัฒนากฎหมายให้รองรับอนาคต
พลตำรวจเอก ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการด้านกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) เปิดเผยผ่านการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ พลิกโฉมกฎหมายการสื่อสารฯ รับมือภัยใหม่ ก้าวไกลสู่อนาคต โดยสะท้อนมุมมองสำคัญเกี่ยวกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) ทั้ง Data Center, Cloud และ AI ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบัน กสทช. ได้อนุญาตประกอบกิจการไปแล้ว 26 รายทั่วประเทศ
โดยการขยายตัวดังกล่าวมาพร้อมกับโจทย์ความท้าทายรอบด้าน ทั้งในแง่ของระบบนิเวศ (Ecosystem) พลังงานสำรอง ระบบหล่อเย็น การจัดการสิ่งแวดล้อม ตลอดจนคำถามเชิงนโยบายว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์และความคุ้มค่าอย่างไรจากการลงทุนของบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เหล่านี้ ควบคู่ไปกับการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานหลักอย่างระบบสื่อสารผ่านไฟเบอร์ออพติคและสายสัญญาณใต้น้ำ ซึ่งยังคงมีความสำคัญสูงสุดในปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี ล่าสุดได้ดำเนินการยกระดับการรับมือกับปัญหาทางกฎหมายที่มีความซับซ้อนในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพให้กับผู้บริหารระดับต้นในหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสำนักงาน กสทช.
โดยการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพ เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการสื่อสารของประเทศอย่างยั่งยืน ผ่าน LAW SHIFT2026 ซึ่งเป็นการมุ่งให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง
กฏหมายเฉพาะด้านไม่ทันสถานการณ์
ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีมีการหลอมรวม (Convergence) และพัฒนาไปอย่างรวดเร็วสวนทางกับกฎหมายเฉพาะด้านที่ไม่ทันต่อสถานการณ์ เช่น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553
ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงองค์ความรู้ทางกฎหมาย แต่ยังเป็นการสร้างภาคีเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างผู้เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อนำข้อเสนอแนะและผลงานวิชาการไปเป็นแนวทางการขับเคลื่อนและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายของ กสทช. ให้สอดคล้องกับบริบทของเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงกฎหมายแพลตฟอร์ม OTT ในอนาคต
นางนาฏฤดี เผื่อนอุดม ผู้ช่วยเลขาธิการ กสทช. สายงานยุทธศาสตร์และกิจการองค์กร กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าวมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้เข้ารับการฝึกอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมาย สร้างความร่วมมือ และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนและพัฒนากฎหมายให้สามารถรับมือกับปัญหาทางกฎหมายที่มีความซับซ้อนในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมร่วมเสนอข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ เพื่อนำไปประกอบการจัดทำแนวทางการพัฒนา ปรับปรุง และบูรณาการกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลของ กสทช. ต่อไป







