
กาง 3 โมเดลเปิดทาง ‘สตาร์ตอัพ-ดีพเทค’ ปั้นนวัตกรรมแข่งตลาดโลก
ขานรับ พรฎ.ใหม่ NIA กางแผนจัดสรรงบ 3 รูปแบบ ทั้ง PE Trust, Holding Company และ Corporate Co-Funding หนุนสตาร์ตอัพและดีพเทคไทยปั้นนวัตกรรมแข่งตลาดโลก
KEY
POINTS
- พระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ปลดล็อกให้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สามารถเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้ทุนเปล่ามาเป็นผู้ร่วมลงทุนในสตาร์ตอัพและดีพเทคได้เต็มรูปแบบ
- เปิดตัว 3 รูปแบบการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ PE Trust, Holding Company/Fund of Funds, และ Corporate Co-Funding เพื่อสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมในทุกระยะการเติบโต
- NIA จะทำหน้าที่เป็น 'ผู้เติมเต็มช่องว่างตลาด' (Market Gap Filler) โดยร่วมลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน
- มีเป้าหมายเพื่อผลักดันธุรกิจนวัตกรรมของไทยให้เติบโตและสามารถแข่งขันในตลาดโลก พร้อมทั้งดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติ
การประกาศใช้ "พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569" ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 และมีผลบังคับใช้ในวันถัดมา ถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายให้ NIA สามารถร่วมลงทุน ถือหุ้น และเข้าร่วมทุนในกองทรัสต์ได้อย่างเต็มรูปแบบ นับเป็นการปฏิรูปกลไกการเงินภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA เปิดเผยว่า ตามที่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ 'พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 และให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ กฎหมายฉบับใหม่นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของระบบนวัตกรรมไทย
จากเดิมที่ NIA มีบทบาทหลักในการสนับสนุนสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอีผ่านรูปแบบเงินทุนให้เปล่า หรือเงินทุนอุดหนุนโครงการเป็นหลัก และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม สู่การที่ NIA สามารถใช้กลไกด้านการลงทุนผ่าน “NIA Venture” ในลักษณะเงินทุนกระตุ้น (Catalytic Capital) เพื่อดึงดูดเงินทุนเอกชนให้เข้ามาร่วมลงทุนด้วย
โดย NIA สามารถลงทุนธุรกิจนวัตกรรมในรูปแบบกองทุนทรัสต์และลงทุนธุรกิจนวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงในรูปแบบการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์โดยตรง (Direct investment) หรือการสมทบกับกองทุนอื่น รวมทั้งการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (Corporate Co-funding) เพื่อสนับสนุนธุรกิจในระยะเริ่มต้นตั้งแต่ Seed ถึง Series C ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทดสอบตลาด และต่อยอดธุรกิจสู่การเติบโตได้เร็วขึ้น
ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงให้กับภาคเอกชน และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอีไทย พร้อมทั้งผลักดันให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน และสร้างผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ NIA ยังสามารถสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจที่อยู่ในช่วงการขยายกิจการผ่านกลไกการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพของธุรกิจนวัตกรรมให้เติบโตสู่ระดับที่พร้อมแข่งขันในตลาดทุนและตลาดสากล
กางพิมพ์เขียว 3 รูปแบบการจัดสรรเงินลงทุน
กรอบยุทธศาสตร์การจัดสรรเงินลงทุนเบื้องต้น ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก เพื่อกระจายความเสี่ยงและครอบคลุมความต้องการของผู้ประกอบการในทุกช่วงวัฏจักรธุรกิจ ดังนี้
รูปแบบที่ 1: PE Trust (สัดส่วนร้อยละ 40 ของวงเงินลงทุน)
มุ่งเน้นการร่วมลงทุนผ่านกองทุนทรัสต์ในกิจการของสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีศักยภาพสูง แต่อยู่ในเกณฑ์นอกตลาดหลักทรัพย์ โดยจะเจาะกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในระยะขยายตัว ตั้งแต่ Series A ไปจนถึงระยะเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (Pre-IPO) เม็ดเงินในส่วนนี้จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงนวัตกรรมไทยเข้าสู่ตลาดทุนกระแสหลัก ช่วยให้ผู้ประกอบการมีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งและมีระบบธรรมาภิบาลที่พร้อมสำหรับการตรวจสอบเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
รูปแบบที่ 2: Holding Company และ Fund of Funds (สัดส่วนร้อยละ 30 ของวงเงินลงทุน)
เน้นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Investment) โดย NIA จะเข้าไปร่วมลงทุนในบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) ของสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย หรือองค์กรภาคเอกชนขนาดใหญ่ที่มีศูนย์วิจัยและพัฒนา รวมถึงการลงทุนในลักษณะกองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนอื่น (Fund of Funds: FOF)
กลไกนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง "ตัวคูณทางการเงิน" (Multiplier Effect) และทลายข้อจำกัดเรื่องบุคลากรของรัฐ โดยปล่อยให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพและสถาบันวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นผู้คัดเลือกและดูแลกิจการ ซึ่งจะช่วยกระจายเม็ดเงินไปยังสตาร์ตอัปสายลึกที่เกิดจากรั้วมหาวิทยาลัย (University Spin-offs) ได้อย่างทั่วถึง
รูปแบบที่ 3: Corporate Co–Funding (สัดส่วนร้อยละ 30 ของวงเงินลงทุน)
มุ่งเน้นการสนับสนุนเงินทุนร่วมกับนักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนอิสระที่ผ่านการรับรองและขึ้นทะเบียนกับ NIA (Listed Investor) รูปแบบนี้จะเจาะลึกไปที่ธุรกิจนวัตกรรมในระยะเริ่มต้น ตั้งแต่ระดับ Seed Stage ไปจนถึง Series A โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นอนาคตของประเทศ (New S-Curve)
ได้แก่ เทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร (AgTech & FoodTech), ธุรกิจสุขภาพและสุขภาวะ (MedTech & HealthTech), เศรษฐกิจหมุนเวียนและเทคโนโลยีสีเขียว (Circular Economy & GreenTech), เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และซอฟต์แวร์ขั้นสูง (AI & Deep Software) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)
เปลี่ยนบทบาทรัฐ ถอนตัวจากการแข่ง
ประเด็นสำคัญที่ ดร.กริชผกา เน้นย้ำคือ จุดยืนและบทบาทของภาครัฐในการใช้อำนาจตาม พรฎ.ฉบับใหม่นี้ NIA จะไม่ทำหน้าที่เป็นผู้แสวงหาผลกำไรสูงสุดจากการถือหุ้น (Profit-maximizer) และจะไม่เข้าไปลงทุนแข่งขันกับนักลงทุนภาคเอกชนหรือกลไกตลาดที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน
ในทางตรงกันข้าม NIA จะเข้ามาทำหน้าที่เป็น "ผู้เติมเต็มช่องว่างตลาด" (Market Gap Filler) ในช่วงที่ธุรกิจนวัตกรรมมีความเสี่ยงสูงที่สุด ซึ่งเป็นระยะที่นักลงทุนทั่วไปมักจะปฏิเสธการให้เงินทุน (เรียกว่าช่วง Death Valley หรือหุบเขาแห่งความตายของสตาร์ตอัพ)
การแปรสภาพจาก "ผู้ให้ทุน" มาเป็น "ผู้ร่วมลงทุน" หมายถึงภาครัฐพร้อมที่จะเดินหน้าเข้าหาความเสี่ยงร่วมกับผู้ประกอบการ (Risk-sharing) เมื่อภาครัฐควักกระเป๋าร่วมทุนด้วย ย่อมส่งสัญญาณเชิงบวกและสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มทุนร่วมลงทุนเอกชน (Venture Capital: VC) และกลุ่มทุนร่วมลงทุนขององค์กรขนาดใหญ่ (Corporate Venture Capital: CVC) ให้กล้าตัดสัดส่วนงบประมาณลงมาลงทุนในโครงการนวัตกรรมสายลึกมากขึ้น จากเดิมที่มักเลี่ยงไปลงทุนเฉพาะกลุ่มธุรกิจแพลตฟอร์มซื้อมาขายไปที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า
นอกจากนี้ การเข้าถือหุ้นของหน่วยงานรัฐอย่าง NIA ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ (Credibility) ให้กับสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอีไทยในการเจรจาการค้ากับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพราะเสมือนมีภาครัฐช่วยคัดกรอง ยืนยันความโปร่งใส และตรวจสอบเทคโนโลยีในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญในการนำผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการของสถาบันอุดมศึกษาออกสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดึงเม็ดเงิน VC ต่างชาติ ดันดีพเทคไทย
ผลกระทบเชิงบวกในระยะยาวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทันทีหลังระบบ "NIA Venture" ทำงานเต็มรูปแบบ คือการยกระดับความเชื่อมั่นในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ ประเทศไทยจะถูกมองว่าเป็นตลาดสตาร์ตอัพที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายเชิงรุกและมีความจริงจังสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การที่ภาครัฐมีกลไกแมตช์ชิ่งฟันด์ (Matching Fund) ที่ได้มาตรฐานสากล จะช่วยดึงดูดกองทุน Venture Capital ระดับโลกให้เข้ามาตั้งสำนักงานและมองหาโอกาสการลงทุนในดีพเทคไทยเพิ่มขึ้น
เมื่อโครงสร้างระบบนิเวศการลงทุนของประเทศมีความแข็งแกร่ง สตาร์ตอัพไทยจะไม่ถูกจำกัดการเติบโตอยู่เพียงแค่การทำตลาดภายในประเทศ (Local Scale) แต่จะมีศักยภาพและเงินทุนเพียงพอในการทำวิจัยขั้นสูง พัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง และขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเจาะตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลก (Global Scale)
การเข้าถึงแหล่งทุนที่ไร้พรมแดนนี้จะส่งผลให้เกิดการจ้างงานในกลุ่มอุตสาหกรรมทักษะสูง (High-skilled Jobs) ดึงดูดแรงงานสมองไหลกลับสู่ประเทศ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยจากการรับจ้างผลิตและพึ่งพาแรงงานราคาถูก ไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงที่เติบโตได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในเวทีการแข่งขันระดับสากล







