
ผ่า 3 ปมร้อน TH-AI Passport เงินนอกงบ-สปีดสายฟ้าแลบ-TOR ลอกแบบ
ส่องบิ๊กโปรเจกต์กระทรวงดีอี ‘TH-AI Passport’ วงเงิน 1,621 ล้าน หลัง พรรคประชาชน เปิดแผล "เงินนอกงบประมาณ-จบไวผิดปกติ " ล่าสุด ดีอี แก้ลำเขียนสัญญาแนบท้าย ‘Pay-per-use’ ดับชนวนร้อนล็อกสเปก
KEY
POINTS
- โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.6 พันล้านบาทของกระทรวงดีอีเผชิญข้อครหาเรื่องความโปร่งใส จนต้องยอมถอยมาใช้สัญญาแนบท้ายแบบ "ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น" (Pay-per-use) เพื่อลดแรงกดดัน
- โครงการถูกตั้งข้อสังเกตในหลายประเด็น ทั้งการใช้งบจากกองทุนดีอีเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบจาก ครม., กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่รวดเร็วผิดปกติเพียง 34 วัน และข้อกล่าวหาว่ามีเอกชนเข้าทำงานก่อนการประมูล
- การปรับสัญญาเป็นแบบ "Pay-per-use" ทำให้รัฐบาลจะจ่ายเงินตามจำนวนผู้ใช้งานจริง หากมีผู้ลงทะเบียนไม่ถึงเป้า 5 ล้านสิทธิ ก็ไม่ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวน 1.6 พันล้านบาท เพื่อป้องกันความเสียหายต่องบประมาณ
กลายเป็นมหากาพย์การเมืองภาคต่อที่เผ็ดร้อนที่สุดในรอบปี 2569 สำหรับโครงการ “TH-AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ภายใต้การนำของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ที่เวลานี้กำลังถูกพรรคฝ่ายค้านอย่าง "พรรคประชาชน" (หรือ พรรคสีส้ม) เดินหน้าใช้นโยบายสกัดกั้นการทุจริต ไล่บี้แฉข้อพิรุธแบบรายวัน จนสปอตไลท์ทุกดวงต้องจับจ้องมาที่เม็ดเงินสูงถึง 1,621 ล้านบาท
หากย้อนดูความผิดปกติในมิติของ "ไทม์ไลน์" และ "ที่มาของเงิน" จะพบ 3 ปมร้อนที่สังคมยังคงตั้งคำถาม
- เงินนอกงบประมาณ วงเงินกว่า 1.6 พันล้านบาทนี้ ถูกดึงมาจาก "กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี)" ซึ่งมีข้อดีคือมีความยืดหยุ่นสูง สิ้นปีงบประมาณไม่ต้องส่งเงินคืนคลัง และที่สำคัญ... ไม่จำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งกลายเป็นช่องโหว่ที่ถูกวิจารณ์ว่าหลบเลี่ยงการตรวจสอบหรือไม่?
- สปีดสายฟ้าแลบ 34 วัน ตั้งแต่ประกาศจนประกวดราคาเสร็จสิ้น ใช้เวลาเพียง 34 วัน ถือเป็นสถิติที่เร็วเป็นประวัติการณ์สำหรับโครงการระดับพันล้านบาทของรัฐไทย
- TOR แฝดคนละฝา เนื้อหาใน TOR บางส่วนดันไปละม้ายคล้ายคลึงกับโครงการ National Credit Bank (วงเงิน 380 ล้านบาท) ของกระทรวง อ.ว. ในยุคอดีตรัฐมนตรี ศุภมาส อิศรภักดี ราวกับพิมพ์เขียวใบเดียวกัน
"รัชนก ศรีนอก" งัดหลักฐานใหม่ "ทำก่อนประมูล"
นางสาวรัชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ออกโรงงัดหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำเอาข้าราชการประจำนั่งไม่ติดเก้าอี้ โดยระบุว่า โครงการนี้มีกำหนดเปิดประมูลอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2569 แต่ในความเป็นจริง กลับมีกลุ่มบริษัทเอกชนรายใหญ่เข้าไปเริ่มดำเนินงานระบบล่วงหน้าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ TOR หรือข้อกำหนดของผู้ว่าจ้างยังไม่เสร็จสิ้นเสียด้วยซ้ำ!
นี่คือคำถามตัวโตๆ ว่า "รู้ล่วงหน้าได้อย่างไรว่าใครจะชนะ?" หรือนี่คือมหกรรมล็อกสเปกครั้งมโหฬาร?
ส่องสเปก 1,621 ล้านบาท ซื้ออะไรให้ใครใช้งาน?
กระทรวงดีอี อ้างว่า โครงการนี้คือหัวเจาะสำคัญในการดันอัตราการเข้าถึง AI ของคนไทย (AI Adoption Rate) ให้พุ่งสู่ 20% ภายในปี 2570 (จากเดิม 10.7% ในปี 2568)
งบประมาณรวม 1,621 ล้านบาท แบ่งเป็น ดังนี้
- จำนวนโมเดล AI 24 โมเดล จากผู้ให้บริการ 14 ราย (เช่น Gemini, ChatGPT, Grok, Claude, Typhoon)
- จำนวนสิทธิที่แจกฟรี 5,000,000 สิทธิ (ใช้งานได้ 12 เดือน) ราคาจัดหาต่อสิทธิอยู่ที่ 27 บาท / เดือน / สิทธิ (เทียบกับราคาตลาดปกติที่ 600 บาท / เดือน / คน)
ถอยก้าวใหญ่เพื่อไปต่อ "ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น"
เมื่อกระแสต่อต้านทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 บนเวที "TH-AI Passport Forum" กระทรวงดีอี นำโดย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงฯ จึงต้องแก้เกมส์เพื่อลดแรงเสียดทานทางสังคม ด้วยการประกาศปรับแนวทางจัดทำ "สัญญาแนบท้ายเพิ่มเติม" ในลักษณะ "ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น" (Pay-per-use)
นั่นหมายความว่า หากท้ายที่สุดแล้วยอดประชาชนเข้ามาลงทะเบียนใช้งานไม่ถึงเป้าหมาย 5 ล้านคน รัฐบาลก็จะไม่ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวน 1,621 ล้านบาทให้แก่คู่สัญญา เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐเสียเปรียบและอุดรอยรั่วเรื่องงบประมาณละลายแม่น้ำ
"ไชยชนก ชิดชอบ” โยนจัดซื้อจัดจ้างเป็นฝั่งข้าราชการประจำ
สิ่งที่เป็นประเด็นการเมืองที่ต้องขีดเส้นใต้หนาๆ คือท่าทีของ นายไชยชนก ชิดชอบ ที่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ตนดูเฉพาะเรื่อง "นโยบาย" เท่านั้น ไม่สามารถแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝั่งข้าราชการประจำ พร้อมยอมรับตรงๆ ว่า "เคยทำงานเอกชน ย่อมรู้จักคนกว้างขวาง เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จักใครเลย แต่ยืนยันไม่ได้เอื้อประโยชน์"
คำถามคือ หากท้ายที่สุดแล้ว ป.ป.ช. หรือหน่วยงานตรวจสอบชี้มูลความผิดว่าโครงการนี้มีทุจริตจริง บรรดาข้าราชการประจำที่เซ็นชื่อรับรองจะต้องเป็น "แพะรับบาป" ในขณะที่ฝ่ายการเมืองลอยตัวเหนือปัญหาใช่หรือไม่?
สัญญาณจาก ‘นายกฯ อนุทิน’ ชี้ AI รอไม่ได้
อย่างไรก็ดี บิ๊กโปรเจกต์นี้ยังคงได้ตั๋วผ่านทางใบสำคัญจากหัวเรือใหญ่อย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ส่งสัญญาณไฟเขียวหนุนสุดตัว โดยมองว่าเทคโนโลยี AI คือความอยู่รอดของเศรษฐกิจไทย พร้อมย้ำเสียงแข็งว่า
"โครงการนี้เดินหน้าต่ออย่างแน่นอนครับ ประชานรอ AI อยู่... เวลาทำมาหากินเราไม่ได้ถามวันนี้แล้วรอคำตอบพรุ่งนี้ ถามวันนี้ก็ต้องได้คำตอบตั้งแต่เมื่อวาน"
การยอมถอยมาใช้สัญญาแบบ Pay-per-use ของกระทรวงดีอี อาจช่วยลดอุณหภูมิความร้อนแรงและเซฟงบประมาณแผ่นดินได้ในระดับหนึ่ง แต่มันไม่ได้ลบล้าง "บาดแผล" เรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส
หลังจากวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 คงต้องจับตาว่า TH-AI Passport จะเป็นพาสปอร์ตที่พาประเทศไทยก้าวสู่ยุค AI อย่างภาคภูมิ หรือจะกลายเป็นใบเบิกทางสู่คดีความที่ยืดเยื้อต่อไป







