thansettakij
thansettakij
ถอดรหัส "AI Literacy" สิงคโปร์ บทพิสูจน์ที่ TH-AI Passport 1.6 พันล้านยังตอบไม่ได้

ถอดรหัส "AI Literacy" สิงคโปร์ บทพิสูจน์ที่ TH-AI Passport 1.6 พันล้านยังตอบไม่ได้

02 มิ.ย. 69 | 05:10 น.
อัปเดตล่าสุด :02 มิ.ย. 69 | 05:10 น.

เมื่อสิงคโปร์พิสูจน์แล้วว่าการสร้าง "AI Literacy" คือกุญแจสู่อันดับ 1 อาเซียน คำถามคือ TH-AI Passport งบ 1.6 พันล้านบาทของไทย มุ่งแค่เพิ่มจำนวนผู้ใช้ หรือพร้อมยกระดับคนไทยให้รู้เท่าทัน AI ได้จริง

KEY

POINTS

  • รัฐบาลไทยใช้งบ 1,600 ล้านบาทในโครงการ TH AI Passport เพื่อให้ประชาชน 5 ล้านคนเข้าถึง AI ฟรี โดยมุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน
  • สิงคโปร์ใช้นโยบายสร้าง "คนรู้เท่าทัน AI" (AI Literacy) ผ่านการพัฒนาทักษะและความเข้าใจเชิงลึกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของแรงงาน
  • แนวทางที่แตกต่างทำให้ไทยถูกประเมินอยู่ในระดับ "การใช้ AI เป็น" (AI Usage) ขณะที่สิงคโปร์ก้าวสู่ระดับ "การรู้เท่าทัน" ซึ่งสะท้อนช่องว่างในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี

การผลักดันโครงการ TH-AI Passport ของรัฐบาลด้วยงบประมาณ 1,600 ล้านบาท กำลังจุดประกายคำถามสำคัญว่า นี่คือการลงทุนเพื่ออนาคต หรือเป็นเพียงการเร่งเพิ่มจำนวนผู้ใช้ AI ในระยะสั้น โดยเมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ซึ่งมุ่งสร้าง “คนรู้เท่าทัน AI” ช่องว่างการพัฒนาระหว่างสองประเทศจึงสะท้อนภาพการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ไทยยังต้องเร่งปรับตัว

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างจริงจัง หลังจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เตรียมดำเนินโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,600 ล้านบาท เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน 5 ล้านคนเข้าถึงการใช้งาน AI ระดับ Pro เป็นเวลา 1 ปี ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” ที่มุ่งยกระดับทักษะและเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากเทคโนโลยีแห่งอนาคต

อย่างไรก็ตาม รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์ว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่โครงการดังกล่าวเป็นการ “แจก AI” หรือไม่ แต่คือประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนการเข้าถึง AI ให้กลายเป็นศักยภาพการแข่งขันของประเทศได้จริงมากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ TH-AI Passport มีลักษณะเป็นการที่ภาครัฐใช้งบประมาณสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับ Pro โดยไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง จึงอาจถูกมองว่าเป็นนโยบายแจก AI หรือ “ประชานิยม AI” แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันว่าเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์และยกระดับแรงงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลก็ตาม
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

 

หากพิจารณาสถานะของประเทศไทยในเวทีอาเซียน จะพบว่ายังมีช่องว่างสำคัญด้าน AI อยู่มาก โดยผลการประเมินคะแนนความพร้อมและการประยุกต์ใช้ AI ซึ่งวัดจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ ความสามารถในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจาก AI การนำ AI ไปใช้ในภาคธุรกิจ และความพร้อมด้านนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากร พบว่า ไทยมีคะแนนรวม 6.53 คะแนน อยู่อันดับ 5 ของอาเซียน

ขณะที่สิงคโปร์ครองอันดับ 1 ด้วยคะแนน 9.47 ตามด้วยมาเลเซียและเวียดนามที่ได้ 7.37 คะแนนเท่ากัน ส่วนอินโดนีเซียอยู่ที่ 6.87 คะแนน และไทยตามมาเป็นอันดับ 5 สะท้อนว่าประเทศไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพระดับกลางของภูมิภาค

ดร.อัทธ์ มองว่า ความแตกต่างระหว่างไทยกับสิงคโปร์ไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ใช้ AI แต่เป็นระดับการพัฒนาศักยภาพของประชาชนในการใช้ประโยชน์จาก AI โดยแบ่งระดับการพัฒนาออกเป็น 3 ขั้น ได้แก่ ระดับ AI Usage หรือการใช้ AI เป็น ระดับ AI Skills หรือการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และระดับ AI Literacy หรือการรู้เท่าทัน AI และจากการประเมิน ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม AI Usage ร่วมกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ขณะที่มาเลเซียและเวียดนามอยู่ในระดับ AI Skills ส่วนสิงคโปร์เป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ก้าวสู่ระดับ AI Literacy

ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่า ช่องว่างสำคัญระหว่างไทยกับสิงคโปร์คือการสร้าง “AI Literacy” หรือความสามารถในการวิเคราะห์ ประเมิน และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้น ไม่ใช่เพียงการใช้งานเครื่องมือ AI ได้เท่านั้น

ดร.อัทธ์ เห็นว่า ระบบการศึกษาไทยยังไม่สามารถสร้างผู้เรียนให้มีความรู้เท่าทัน AI ได้อย่างแท้จริง เมื่อเทียบกับประเทศอย่างสิงคโปร์และเวียดนาม ขณะที่แนวทางของ TH-AI Passport กลับมุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน AI มากกว่าการสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีดังกล่าว

เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการ SkillsFuture ของสิงคโปร์ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยสิงคโปร์มุ่งพัฒนาทักษะแรงงานผ่านการ Upskill และ Reskill เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ AI ในการทำงาน เพิ่มผลิตภาพ และปรับตัวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดที่ว่า AI เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งที่จะเข้ามาแทนที่มนุษย์

สำหรับ SkillsFuture ผู้เข้าร่วมต้องเรียนหลักสูตรที่กำหนด มีระบบประเมินความพร้อมด้าน AI และเชื่อมโยงกับการจ้างงานโดยตรง ขณะที่ TH-AI Passport เน้นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึง AI ในวงกว้าง ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และส่งเสริมการใช้ AI ในชีวิตประจำวัน การศึกษา และการทำงาน

กล่าวได้ว่า สิงคโปร์เน้น “พัฒนาคนเพื่อให้ใช้ AI แล้วมีงานที่ดีขึ้น” ส่วนไทยเน้น “ทำให้คนไทยเข้าถึงและเริ่มใช้ AI ได้มากขึ้น” ซึ่งเป็นเป้าหมายที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ดร.อัทธ์ เสนอแนวทางปรับปรุงโครงการ TH-AI Passport 5 ประการ ได้แก่ 1.การยกระดับจากการใช้ AI ไปสู่การรู้เท่าทัน AI 2.การกำหนดให้สิทธิ์ใช้งาน AI ฟรีต้องเชื่อมโยงกับการเรียนรู้หรือการประเมินทักษะ 3.การกำหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ (KPI) ก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ 4.การกำหนดเงื่อนไขการแจก (ไม่ควรแจกฟรี) โดยเจาะจงกลุ่มรับสิทธิ์ที่ชัดเจนและตรงกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการทำงานร่วมกับภาคการศึกษาและภาคเอกชน

และ 5.ข้อเสนอสำคัญที่สุดคือ การทบทวนการใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยเห็นว่าการนำงบดังกล่าวไปพัฒนา AI ของประเทศที่สามารถช่วยผู้ประกอบการไทยเพิ่มยอดขายทั้งในและต่างประเทศ หรือช่วยค้นหาช่องทางตลาดใหม่ อาจสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้มากกว่า

"การแข่งขันด้าน AI ในอนาคตจะไม่ได้วัดกันที่จำนวนคนที่สามารถกดใช้ AI ได้ แต่จะวัดกันที่จำนวนคนที่สามารถใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถของประเทศได้จริง ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยยังต้องเร่งเดินหน้า หากไม่ต้องการถูกทิ้งห่างจากประเทศผู้นำในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์มากขึ้นในอนาคต" ดร.อัทธ์ กล่าว