thansettakij
thansettakij
“ไชยชนก ชิดชอบ”  เดินหน้าโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,620 ล้าน ดีเดย์มิ.ย.นี้

“ไชยชนก ชิดชอบ” เดินหน้าโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,620 ล้าน ดีเดย์มิ.ย.นี้

29 พ.ค. 69 | 05:32 น.
อัปเดตล่าสุด :29 พ.ค. 69 | 05:41 น.

'ไชยชนก ชิดชอบ' เดินหน้าโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,620 ล้าน แจกฟรี 5 ล้านสิทธิ์ ดีเดย์ มิ.ย.นี้ ลั่นไม่หนักใจกระแสวิจารณ์ กังวลโครงการเป็นประโยชน์อาจไม่ประสบความสำเร็จ หากประชาชนไม่เข้ามาใช้งานจริง

วันนี้ 29 พ.ค. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  หรือ ดีอี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport ว่า กระทรวงดีอี เตรียมทยอยประชาสัมพันธ์รายละเอียด โครงการ TH-AI Passport อย่างเป็นทางการภายในเดือนมิถุนายนนี้ โดยหลังสัปดาห์หน้าจะเริ่มเปิดข้อมูลให้ประชาชนเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ทั้งคุณภาพของบริการ วิธีการใช้งาน และ ขั้นตอนการลงทะเบียน ซึ่งจะออกแบบให้ไม่ยุ่งยาก เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิ์ได้สะดวกที่สุด

นายไชยชนก  กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า โครงการดังกล่าวยังเดินหน้าตามเป้าหมายเดิม 5 ล้านสิทธิ์ และ ไม่มีความจำเป็นต้องชะลอโครงการ แม้จะมีข้อกังวลหรือการตรวจสอบจากหลายฝ่าย เนื่องจากกระทรวงดีอี มั่นใจว่าโครงการดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน และ เป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อการยกระดับศักยภาพประชาชนไทยในยุค AI ทั้งนี้ หากผลตอบรับดีและมีการใช้งานจริงในวงกว้าง โครงการนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับการขยายผลในระยะต่อไป

 

สำหรับหลักเกณฑ์แจกฟรี 5 ล้านสิทธิ์ รัฐมนตรีดีอี อธิบายว่า ถือเป็นเป้าหมายที่ใหญ่ เมื่อเทียบกับโครงการทดลองก่อนหน้านี้ที่เคยเปิดให้ใช้งาน Google Gemini เป็นเวลา 1 เดือน แม้จะเปิดแบบไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้งาน แต่มีผู้สมัครเข้าร่วมเพียงประมาณ 2 แสนกว่าราย หรือไม่ถึง 3 แสนราย โดยในครั้งนั้นมีกลุ่มเป้าหมายอายุ 18-23 ปีเป็นหลัก ดังนั้น การตั้งเป้าหมายครั้งนี้จึงสะท้อนความพยายามของรัฐในการขยายการเข้าถึง AI ให้กว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นายไชยชนก กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งผลักดันโครงการนี้ เพราะระดับการใช้งาน AI ของแรงงานไทยยังต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยโลก โดยอ้างอิงข้อมูล Global AI Adoption ปี 2024 พบว่า แรงงานไทยเข้าถึง AI เพียงกว่า 10% ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 23% และสิงคโปร์อยู่ที่ 69% ส่วนค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ประมาณกว่า 16% สะท้อนว่าไทยยังต่ำกว่า Global Benchmark และต้องเร่งยกระดับการใช้งาน AI ให้ทันการแข่งขันของโลก

ไชยชนก ชิดชอบ

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของโครงการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำให้ประชาชน “เข้าถึง” AI เท่านั้น แต่ต้องการให้ประชาชนใช้ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพจริงในชีวิตประจำวัน การทำงาน และการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการเรียนรู้เรื่อง Prompting การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ สร้างงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และต่อยอดผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือค้นหาข้อมูลรูปแบบใหม่

ส่วนข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสและบริษัทที่ได้รับงาน นายไชยชนกชี้แจงว่า ตนไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดทำ TOR แต่อย่างใด โดยเมื่อมีข่าวและข้อสงสัยเกิดขึ้น ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง และได้รับรายงานว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอน ทั้งนี้ กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทุกช่องทาง หากหน่วยงานตรวจสอบเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติม

นายไชยชนก ระบุเพิ่มเติมว่า รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ความโปร่งใส และ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทผู้ได้รับงาน ควรให้ผู้ที่อยู่ในกระบวนการโดยตรงเป็นผู้ชี้แจงอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนปฏิบัติของหน่วยงาน ไม่ใช่อำนาจของรัฐมนตรีที่จะเข้าไปกำกับหรือแทรกแซงโดยตรง

ในประเด็นข้อมูลส่วนบุคคล รัฐมนตรีดีอี อธิบายว่า ต้องแยกข้อมูลออกเป็น 2 ส่วน คือ ข้อมูลสำหรับยืนยันตัวตน และ ข้อมูลการใช้งานเพื่อพัฒนาโมเดลภาษาไทย โดยการยืนยันตัวตนมีความจำเป็นเพื่อบริหารจัดการสิทธิ์ที่มีจำนวนจำกัด ป้องกันการใช้สิทธิ์ซ้ำ และทำให้สิทธิ์ตกถึงประชาชนไทยจริง ขณะที่ข้อมูลการใช้งานที่จะนำไปใช้พัฒนา Thai Model จะเป็นข้อมูลแบบ Anonymous หรือไม่ระบุตัวบุคคล ได้แก่ Prompt คำถาม และคำตอบ ที่ถูกแยกออกจากข้อมูลระบุตัวตนแล้ว

นายไชยชนก ย้ำว่า ข้อมูลในโครงการนี้จะถูกเก็บไว้ที่ศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย และโมเดลต่างประเทศที่เข้าร่วมโครงการจะไม่สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ฝึกหรือพัฒนาโมเดลของตนเองในต่างประเทศได้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องการใช้โครงการนี้เป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนา Sovereign Model หรือโมเดล AI ของไทยในอนาคต เพื่อให้ประเทศมีขีดความสามารถของตนเอง และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติในระยะยาว

ส่วนข้อสังเกตว่าเหตุใดโครงการจึงถูกเปิดเผยต่อสาธารณะหลังจากกระบวนการเดินหน้าไปมากแล้ว นายไชยชนก ชี้แจงว่า ไม่ได้มีเจตนาปกปิดหรือเลือกเปิดเผยภายหลัง แต่เป็นการดำเนินงานตามกระบวนการอย่างเร่งรัด เพื่อให้โครงการเกิดขึ้นทันตามกรอบเวลา โดยไม่มีคำสั่งให้หลีกเลี่ยงการประชาสัมพันธ์หรือชะลอการเปิดเผยข้อมูล

รัฐมนตรีดีอี ยังระบุว่า โครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่นโยบายที่เกิดจากรัฐบาลก่อนหน้า แต่เป็นแนวคิดที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงที่ตนเข้ามาทำงานในรอบก่อน โดยอยู่ภายใต้นโยบาย AI Adoption และ AI Literacy ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของกระทรวงดีอีในการยกระดับความรู้และการใช้งาน AI ของประชาชน

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโครงการ นายไชยชนก กล่าวว่า โดยหลักต้องการเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง แต่จะให้ความสำคัญกับกลุ่ม First Jobber และคนรุ่นที่อยู่ในตลาดแรงงานปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งเรียนจบ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่กำลังเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสามารถใช้ AI เพิ่มศักยภาพการทำงานได้ทันที

นอกจากนี้ เดิมเคยมีข้อเสนอให้แบ่งสิทธิ์บางส่วนแก่หน่วยงานราชการ แต่ นายไชยชนก เห็นว่าไม่ควรทำเช่นนั้น เพราะโครงการนี้ควรเป็นสิทธิ์ของประชาชนโดยตรง ไม่ใช่การกันโควตาให้หน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรใดเป็นพิเศษ ดังนั้น สิทธิ์ทั้งหมดควรถูกเปิดให้ประชาชนเข้ามาลงทะเบียนอย่างเป็นธรรม

นายไชยชนก ยังชี้แจงเพิ่มเติมอีกว่า  โครงการนี้ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า โดยระบุว่า จากตัวเลขที่เห็น กระทรวงสามารถทำต้นทุนได้ต่ำกว่าสิงคโปร์ถึงประมาณ 20 เท่า และไม่ว่าเงินที่ใช้จะมาจากกองทุนหรือหน่วยงานใด ในมุมของตนถือเป็นเงินของแผ่นดินทั้งสิ้น จึงต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

ดังนั้น หากต้องการยกระดับศักยภาพประเทศให้ทันโลก AI และเพิ่ม Productivity ของประเทศ โครงการลักษณะนี้อาจจำเป็นต้องมีมูลค่าสูงกว่านี้ด้วยซ้ำ เพราะประเทศไทยกำลังเผชิญสังคมสูงวัย แรงงานหดตัว และจำนวนคนเกิดน้อยกว่าคนตาย ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อกำลังผลิตของประเทศในอนาคต หากไม่เร่งเพิ่มผลิตภาพของแรงงานแต่ละคน GDP อาจลดลง และไทยอาจแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ยากขึ้น

สำหรับแนวคิด Learn to Earn นายไชยชนก ระบุว่า เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของโครงการ โดยต้องออกแบบให้รองรับผู้ใช้งานอย่างน้อย 5 ล้านสิทธิ์ และหากมีผู้ใช้งานจริงในสัดส่วนสูง เช่น 50% ของจำนวนสิทธิ์ทั้งหมด จะช่วยผลักดันระดับ AI Adoption ของไทยให้ข้ามเกณฑ์ Benchmark ปัจจุบันได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ รัฐมนตรีดีอี หนักใจไม่ใช่กระแสวิจารณ์ แต่เป็นความกังวลว่าโครงการที่มีประโยชน์อาจไม่ประสบความสำเร็จ หากประชาชนไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ หรือไม่เข้ามาใช้งานจริง ดังนั้น กระทรวงจึงต้องเร่งสื่อสารให้ประชาชนรับรู้มากขึ้น และเชิญชวนให้เข้ามาร่วมพิสูจน์คุณค่าของโครงการผ่านการใช้งานจริง

นายไชยชนก กล่าวว่า ตนต้องการความโปร่งใสเช่นเดียวกัน และเมื่อเห็นข่าวหรือข้อสงสัยก็ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารายงานทันที หากต้องตรวจสอบก็ให้เป็นไปตามกระบวนการ แต่ขอให้แยกประเด็นเรื่องการตรวจสอบความโปร่งใสออกจากคุณค่าของโครงการ เพราะในมุมของตน โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี คุ้มค่า และมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่ AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือหลักในการเพิ่มขีดความสามารถของประชาชนและเศรษฐกิจไทย

ส่วนรายละเอียดเรื่องเกณฑ์การลงทะเบียน การจัดสรรโควตา 5 ล้านสิทธิ์ ช่องทางการใช้งาน และตัวเลขงบประมาณที่มีการตั้งข้อสังเกตระหว่าง 1,621 ล้านบาท กับ 1,645 ล้านบาท นายไชยชนกระบุว่า จะให้ปลัดกระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ข้อมูลครบถ้วน ชัดเจน และไม่เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยกระทรวงจะทยอยสื่อสารรายละเอียดทั้งหมดหลังจากสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป.