
NT เบรกงบลงทุน 4.8 พันล้าน สั่งหั่นรายจ่ายประคองฐานะ หลังประเมินยอดขาดทุนพุ่ง
ประธานบอร์ด NT ตีกลับแผนลงทุนปี 69 สั่งคุมเข้มวงเงินไม่เกิน 4,000 ล้านบาท แยกงบซ่อมบำรุงออกจากงบโครงการใหม่ให้ชัดเจน หวังอุดรูรั่วช่วงรายได้หด ด้านโบนัสพนักงานย้ำต้องสมดุลกับความมั่นคงองค์กร ไม่ควรจ่ายสูงหากกำไรไม่ได้มาจากธุรกิจหลัก
KEY
POINTS
- บอร์ด NT สั่งทบทวนงบลงทุนปี 69 วงเงิน 4.8 พันล้านบาท ให้ปรับลดลงเหลือไม่ถึง 4 พันล้านบาท หลังคาดการณ์ว่าบริษัทจะขาดทุนราว 6,000-8,000 ล้านบาท
- ให้ฝ่ายบริหารจัดลำดับความสำคัญของโครงการลงทุนใหม่ โดยเน้นโครงการที่สร้างรายได้ได้จริงและมีโอกาสทางธุรกิจชัดเจน เช่น Data Center และ Cloud
- NT ต้องลดค่าใช้จ่ายและชะลอการลงทุนที่ไม่จำเป็น เพื่อประคองฐานะการเงินขององค์กรให้สอดคล้องกับรายได้ในปัจจุบัน
วันที่ 11 พ.ค. 69 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท หรือ บอร์ด NT เมื่อวันที่ 6 พ.ค.69 ได้มอบหมายให้ฝ่ายบริหารกลับไปทบทวนกรอบงบลงทุนใหม่ หลังเสนอวงเงินราว 4,800 ล้านบาท ซึ่งยังใกล้เคียงกับปีก่อน ทั้งที่ภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนไป แล ะองค์กรยังเผชิญข้อจำกัดด้านรายได้
ทั้งนี้ บอร์ดเห็นว่า NT ไม่สามารถเดินหน้าลงทุนด้วยกรอบวงเงินระดับเดิมได้อีก จึงให้ NT ปรับลดลงมาอยู่ในระดับไม่ถึง 4,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยเฉพาะในปีนี้ NT ยังมีประมาณการขาดทุนราว 6,000-8,000 ล้านบาท
"การให้ทบทวนงบลงทุนครั้งนี้ไม่ได้เป็นการตัดงบแบบไร้ทิศทาง แต่เป็นการให้ฝ่ายบริหารกลับไปจัดลำดับความสำคัญของโครงการใหม่ โดยแยกให้ชัดระหว่างงบลงทุนใหม่กับค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาโครงข่าย ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน เนื่องจากงบที่ถูกทบทวนในครั้งนี้เป็นงบลงทุนใหม่ จึงต้องประเมินให้รอบคอบว่าโครงการใดมีความจำเป็น และโครงการใดสามารถสร้างรายได้กลับคืนให้ NT ได้จริง" นายพชร กล่าว
ขณะเดียวกัน บอร์ดได้ให้ NT กลับไปพิจารณารายละเอียดของแผนลงทุนทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจใหม่ที่ควรเป็นฐานรายได้หลักในอนาคต เช่น Data Center, Cloud, เคเบิลใต้น้ำ และดาวเทียม อย่างไรก็ตาม ในระยะเร่งด่วน บอร์ดต้องการให้ NT ให้น้ำหนักกับธุรกิจที่เห็นโอกาสเชิงพาณิชย์ชัดเจน โดยเฉพาะ Data Center และ Cloud แทนการกระจายงบไปยังโครงการที่ยังไม่เห็นผลตอบแทนแน่นอน หรือยังไม่ใช่ภารกิจหลักขององค์กรในช่วงที่ต้องเร่งคุมต้นทุน
นอกจากนี้ นายพชร กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันทำให้ NT ต้องเริ่มจากสิ่งที่ควบคุมได้ก่อน โดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่ายและชะลอการลงทุนที่ยังไม่จำเป็น เพื่อประคองฐานะการเงินให้สอดคล้องกับรายได้จริง ส่วนการพลิกฟื้นผลประกอบการในระยะต่อไปยังต้องอาศัยทั้งการสร้างรายได้ใหม่ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด
สำหรับความคืบหน้าการพิจารณาตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ NT นายพชรกล่าวว่า บอร์ดได้ประเมินผลการดำเนินงานของ พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT คนปัจจุบันแล้ว โดยผลการประเมินอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์และเป็นที่ยอมรับของคณะกรรมการ แม้ภารกิจของ NT ในช่วงที่ผ่านมาอยู่ภายใต้ข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งภาระต้นทุน โครงสร้างธุรกิจเดิม และโจทย์การสร้างรายได้ใหม่
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระบวนการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ตามปกติต้องใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือน ขณะที่ พ.อ.สรรพชัยย์ยังสามารถดำรงตำแหน่งได้ตามข้อบังคับของบริษัทจนถึงอายุ 60 ปี หรือราวกลางปี 2570 บอร์ดจึงหารือในเบื้องต้นให้ไปพิจารณารายละเอียดว่า จะสามารถให้ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องจนถึงเกษียณได้หรือไม่ เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการบริหารองค์กรในช่วงเปลี่ยนผ่าน
"เรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจของบอร์ด NT โดยตรง ไม่ใช่อำนาจของรัฐมนตรีหรือฝ่ายนโยบายที่จะให้ความเห็นชอบแทนได้ โดยรัฐมนตรีมีบทบาทกำกับในเชิงนโยบายและรับทราบแนวทางเท่านั้น ทั้งนี้ เบื้องต้นยังไม่พบว่าการให้ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องจะขัดต่อข้อกฎหมาย แต่ต้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องตรวจสอบรายละเอียดให้ครบถ้วน ก่อนเสนอเข้าสู่การประชุมบอร์ดครั้งถัดไปในวันที่ 25 พ.ค.69" นายพชร กล่าว
ขณะเดียวกัน หากมีการจ้างต่อเนื่อง เรื่องผลตอบแทนจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ปกติ เนื่องจากการจ้างต่อมีขั้นตอนที่ซับซ้อนน้อยกว่าการเริ่มกระบวนการจ้างใหม่ ซึ่งต้องตั้งคณะกรรมการ กำหนดโครงสร้างผลตอบแทน และดำเนินขั้นตอนต่างๆ ใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ดี บอร์ดจะเริ่มกระบวนการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างด้านการบริหารเมื่อถึงช่วงเปลี่ยนผ่านจริง
ส่วนกรณีสหภาพแรงงาน NT เรียกร้องเรื่องโบนัส นายพชรกล่าวว่า ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์และข้อเท็จจริงของผลประกอบการ แม้ปีนี้ NT จะมีการรับรู้กำไรบางส่วน แต่ต้องพิจารณาว่ากำไรดังกล่าวเกิดจากรายได้จากการดำเนินงานจริง หรือเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น การประหยัดรายจ่าย หรือการชนะคดี เพราะหากกำไรไม่ได้มาจากรายได้หลักของธุรกิจ การพิจารณาโบนัสในระดับสูงสุดอาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ขององค์กร
"การจ่ายโบนัสถือเป็นขวัญกำลังใจและเป็นสิทธิของพนักงานตามหลักเกณฑ์ แต่ฝ่ายจัดการจำเป็นต้องหารือกับสหภาพแรงงานให้สอดคล้องกับฐานะการเงินของ NT ในปัจจุบัน เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่องค์กรต้องเผชิญภาระด้านรายได้และต้นทุนอย่างหนัก ดังนั้น การพิจารณาผลตอบแทนต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างขวัญกำลังใจของพนักงานกับความมั่นคงทางการเงินขององค์กรในระยะยาว" นายพชร กล่าว







