
วิกฤตชิปโลกแพงพ่นพิษ! ยอดขายสมาร์ทโฟนโลกวูบ จ่อขยับราคาขึ้นยกแผง
ตลาดสมาร์ทโฟนโลกดิ่งเหว 6% หลังต้นทุนหน่วยความจำพุ่งกระฉูด ยุติช่วงขาขึ้นรายไตรมาส จับตาค่ายยักษ์ใหญ่ปรับแผนสู้ศึกต้นทุน คาดกระทบราคาขายหน้าร้อนนี้อาจพุ่งสูงถึง 80%
KEY
POINTS
- วิกฤตขาดแคลนชิปหน่วยความจำส่งผลให้ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกในไตรมาสแรกลดลง 4-6%
- ราคาชิ้นส่วนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้ผู้ผลิตเตรียมปรับขึ้นราคาสมาร์ทโฟนตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
- แบรนด์ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง มีเพียง Apple และ Honor ที่ยังเติบโตได้สวนทางกับภาพรวมตลาด
วงการสมาร์ทโฟนโลกกำลังเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่ หลังข้อมูลล่าสุดจากสำนักวิจัยตลาดชั้นนำอย่าง IDC และ Counterpoint ออกมาระบุว่ายอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา หดตัวลงสะสมระหว่าง 4-6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ถือเป็นการปิดฉากการเติบโตที่ต่อเนื่องมาหลายไตรมาสอย่างเป็นทางการ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของปีที่ยากลำบากที่สุดปีหนึ่งของผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
นาบิลา โพพาล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยอุปกรณ์ผู้บริโภคระดับโลกของ IDC ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหลักเกิดจากการขาดแคลนชิปหน่วยความจำ (Memory Chip) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อซัพพลายเชนและกำลังซื้อของผู้บริโภค เนื่องจากราคาชิ้นส่วนที่ขยับตัวสูงขึ้นบีบให้ผู้ผลิตต้องปรับราคาขายเครื่องตาม
โดยในบางตลาดเกิดใหม่ราคาขายปลีกพุ่งสูงขึ้นถึง 50% ส่งผลให้ความต้องการซื้อในตลาดชะลอตัวลงอย่างรุนแรง
สำหรับสถานการณ์ของแบรนด์ยักษ์ใหญ่พบว่ามีการทำผลงานที่สวนทางกันอย่างชัดเจน โดย Apple จากสหรัฐฯ และ Honor จากจีน เป็นเพียงสองแบรนด์หลักที่ยังสามารถรักษาการเติบโตไว้ได้ที่ 5% และ 25% ตามลำดับ
ขณะที่เบอร์หนึ่งของโลกอย่าง Samsung มียอดขายตกลง 6% ตามมาด้วย Xiaomi ที่ดิ่งหนักถึง 19% และ Oppo ลดลง 4% ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าแบรนด์ที่รอดตัวมาได้เป็นเพราะการวางกลยุทธ์สินค้าเฉพาะถิ่นและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพกว่าคู่แข่ง
ด้านสถานการณ์ต้นทุนชิ้นส่วน ข้อมูลจาก China Flash Market ระบุว่าราคา NAND และ DRAM พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสามเดือนแรก และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาเครื่องชัดเจนที่สุดในไตรมาสที่ 2 นี้ โดยราคาตามสัญญาซื้อขายชิ้นส่วนบางประเภทมีโอกาสดีดตัวสูงขึ้นกว่า 80% ยิ่งไปกว่านั้นสมาร์ทโฟนยังต้องเผชิญกับการแย่งชิงชิปกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ทั้งเซิร์ฟเวอร์ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และยานยนต์ ที่มีความต้องการใช้หน่วยความจำสูงเช่นกัน
แหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เปิดเผยกับ Yicai ว่าราคาหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงอย่าง LPDDR5 พุ่งขึ้นมากกว่า 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากผู้ผลิตชิปเลือกส่งมอบสินค้าให้กับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่ให้กำไรสูงกว่า ส่งผลให้ตลาดสมาร์ทโฟนเข้าสู่ภาวะ "เน้นปริมาณน้อยแต่เน้นราคาสูง" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสถานการณ์การปรับขึ้นราคานี้คาดว่าจะลากยาวไปจนถึงสิ้นปี และผู้บริโภคอาจต้องเตรียมใจรับมือกับการปรับราคาขายปลีกขึ้นเป็นระลอกตามต้นทุนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะนิ่งลง
ที่มา Yicai







