
AMD ส่งชิป Adaptive SoC หนุน NASA ลุยภารกิจดวงจันทร์-ดาวอังคาร
AMD ตอกย้ำผู้นำเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก โชว์ศักยภาพชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูงในภารกิจอวกาศ ตั้งแต่ยาน Perseverance บนดาวอังคาร จนถึงโครงการ Artemis II มุ่งเป้าสร้างระบบอัจฉริยะประมวลผลแบบ Real-time บนดวงจันทร์
KEY
POINTS
- AMD สนับสนุนภารกิจของ NASA บนดวงจันทร์และดาวอังคารด้วยชิป Adaptive SoC และ FPGA ที่ช่วยให้ยานอวกาศประมวลผลข้อมูลและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง
- ชิปเกรดอวกาศของ AMD ถูกออกแบบให้ทนทานต่อรังสีสูง ทำให้สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายของอวกาศได้ยาวนานหลายทศวรรษ
- นอกเหนือจาก NASA แล้ว AMD ยังร่วมมือกับบริษัทเอกชนอย่าง Blue Origin และ NEC ในการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์สำหรับยานลงจอดบนดวงจันทร์และโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารในอวกาศ
เอเอ็มดี (AMD) เปิดเผยความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High-Performance Computing) เข้าไปมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอวกาศยุคใหม่ โดยเฉพาะการสนับสนุนองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา (NASA) ในการเปลี่ยนผ่านสู่การสำรวจอวกาศห้วงลึกและการสร้างถิ่นฐานบนดวงจันทร์อย่างยั่งยืน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะที่สามารถประมวลผลได้ด้วยตนเองท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย
ชิปเกรดอวกาศ หัวใจหลักภารกิจ Artemis II และ NISAR
ในภารกิจที่ซับซ้อนอย่าง อาร์เทมิส 2 (Artemis II) และ ไนซาร์ (NISAR) เทคโนโลยี อะแดปทีฟ เอสโอซี (Adaptive SoC) และ เอฟพีจีเอ (FPGA) ของ เอเอ็มดี ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล ณ จุดปฏิบัติงาน หรือ The Edge เพื่อลดข้อจำกัดด้านแบนด์วิดท์และความหน่วงในการส่งข้อมูลกลับมายังโลก
เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้ยานอวกาศสามารถตัดสินใจได้โดยอัตโนมัติ (Autonomous operations) แม้ในสภาวะที่มีการสื่อสารจำกัด โดยผลิตภัณฑ์กลุ่ม Versal Adaptive SoC ได้รวมเอา AI Engines และคอร์การประมวลผลขั้นสูง เพื่อรองรับการทำงานบนพื้นผิวดวงจันทร์และวงโคจรได้อย่างแม่นยำ
ผนึกพันธมิตร Blue Origin - NEC รุกคืบโครงสร้างพื้นฐานอวกาศ
- บลู ออริจิน (Blue Origin): เลือกใช้ เอเอ็มดี เวอร์ซัล เอไอ เอดจ์ เจน 2 (AMD Versal AI Edge Gen 2) ในคอมพิวเตอร์ควบคุมการบินสำหรับยานลงจอด มาร์ค 2 (Mark 2) ซึ่งมีเป้าหมายในการส่งนักบินอวกาศลงจอดบนดวงจันทร์ภายในปี 2571
- เอ็นอีซี (NEC): นำเทคโนโลยีของ เอเอ็มดี ไปใช้สร้างกลุ่มดาวเทียมสื่อสารเชิงแสงดวงแรกของญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลในอวกาศและความเร็วอินเทอร์เน็ตบนโลก
จุดเด่นที่ทำให้ เอเอ็มดี ครองส่วนแบ่งในตลาดอวกาศคือความทนทานของอุปกรณ์ (Resilience) โดยผลิตภัณฑ์เกรดอวกาศได้รับการทดสอบการทนรังสี (Radiation tolerance) ทั้งโปรตอนและไอออนหนัก รวมถึงผ่านมาตรฐาน MIL-PRF-38535 ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสูงของกองทัพสหรัฐฯ
ตัวอย่างความสำเร็จที่ผ่านมาคือ ยานสำรวจดาวอังคาร เพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance) และภารกิจเก็บตัวอย่างดาวเคราะห์น้อย โอไซริส-เร็กซ์ (OSIRIS-REx) ที่พิสูจน์แล้วว่าชิปของ เอเอ็มดี สามารถทำงานได้ต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษโดยไม่บกพร่อง ช่วยให้อเมริกาคงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอวกาศโลกอย่างมั่นคง







