
กฎหมายใหม่ตัดวงจร ‘โจรไซเบอร์’ ลวงเด็กผ่านออนไลน์
“แค่แชตก็ติดคุก!” พล.อ.ต.อมร ชมเชย เปิดเบื้องลึกกฎหมายใหม่ อุดช่องโหว่ภัยออนไลน์ 4 แสนคดี หยุดฝันร้ายเด็กไทยก่อนสายเกินแก้ ร่วมสร้างอนาคตปลอดภัยได้วันนี้
ในโลกยุคดิจิทัลที่ทุกคลิกคือโอกาส แต่สำหรับเด็กไทยนับแสนคน มันกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่กัดกินชีวิต ท่ามกลางตัวเลขสถิติที่น่าตกใจกว่า 400,000 คดีที่เด็กและเยาวชนถูกคุกคามออนไลน์
พล.อ.ต.อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับใหม่ เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันที่จับต้องได้จริง และอุดช่องว่างทางกฎหมายที่ปล่อยให้อาชญากรลอยนวลมานานเกินไป
“ความเจ็บปวดในอดีตคือ เราต้องรอให้เด็กถูกทำร้ายร่างกายหรือเสียชีวิตก่อน กฎหมายถึงจะเริ่มทำงานได้” พล.อ.ต.อมร เริ่มต้นบทสนทนา พร้อมอธิบายว่าที่ผ่านมา กฎหมายไทยมักมีข้อจำกัดในการพิสูจน์ความผิดหากไม่มีการนัดพบหรือการล่วงละเมิดทางกายภาพเกิดขึ้นจริง ทำให้มิจฉาชีพที่ใช้กระบวนการ Grooming หรือการตีสนิทเพื่อล่อลวงเด็กผ่านโซเชียลมีเดียหรือเกมออนไลน์ อาทิ Roblox กลายเป็นกลุ่มที่จัดการได้ยากที่สุด
ร่างกฎหมายใหม่นี้จึงเปรียบเสมือนการพลิกประวัติศาสตร์ โดยการย้ายเส้นแบ่งแห่งความผิดมาไว้ที่พฤติกรรมและเจตนาตั้งแต่ก้าวแรก หัวใจสำคัญอยู่ที่ มาตรา 284/5 ที่ระบุว่าการชักจูง ล่อลวง หรือสร้างความไว้วางใจต่อเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ถือเป็นความผิดอาญาทันที แม้จะยังไม่ได้มีการนัดพบหรือลงมือกระทำชำเรา โดยยืนยันว่า เราต้องการหยุดโจรตั้งแต่นาทีแรกที่มันเริ่มพิมพ์คีย์บอร์ดเพื่อสร้างความเชื่อใจ
นอกจากเรื่องการล่อลวงแล้ว ยังให้ความสำคัญกับภัย Sextortion หรือการข่มขู่จะเปิดเผยภาพลับเพื่อแบล็กเมล์ ซึ่งเป็นโซ่ตรวนทางจิตใจ ที่ล่ามเด็กไว้กับความหวาดกลัว โดยร่างใหม่ใน มาตรา 284/7 กำหนดบทลงโทษรุนแรงสูงสุดถึง 15 ปี หากเหยื่อเป็นเด็กอายุตํ่ากว่า 13 ปี และที่ทันสมัยไปกว่านั้นคือการครอบคลุมไปถึงการใช้ AI (Deepfake) ในการตัดต่อภาพลามกเพื่อนำมาขู่กรรโชก ซึ่งเป็นภัยรูปแบบใหม่ที่กฎหมายเดิมตามไม่ทัน
อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจของกฎหมายฉบับนี้คือการขยายขอบเขตไปยังการคุกคามเสรีภาพในชีวิตประจำวันอย่าง Stalking หรือการเฝ้าติดตามซํ้าๆ และ Cyber Bullying หรือการกลั่นแกล้งออนไลน์ ตามมาตรา 309/1 และ 309/2 พล.อ.ต.อมร ยํ้าว่าบาดแผลจากการถูกประจานออนไลน์นั้นเยียวยายากและส่งผลต่อจิตใจเด็กอย่างมหาศาล จนบางรายถึงขั้นไม่อยากไปโรงเรียนหรือทำร้ายตนเอง
“กฎหมายนี้มีผลข้ามชาติ หรือ Extraterritorial Jurisdiction ไม่ว่ามิจฉาชีพจะหลบอยู่หลังคีย์บอร์ดที่มุมไหนของโลก หากกระทำผิดต่อเด็กไทยต้องได้รับโทษภายในราชอาณาจักร รวมถึงการเพิ่มโทษหนักขึ้นหนึ่งในสาม หากผู้กระทำผิดเป็นผู้มีอำนาจหรือคนที่เด็กควรไว้ใจที่สุด เช่น ครู นายจ้าง หรือญาติสนิท” พล.อ.ต.อมร ระบุ
เลขาธิการ สกมช. ทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำถึงผู้ปกครองว่า กฎหมายเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่พื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือภูมิคุ้มกันในครอบครัว การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกหลานกล้าเข้ามาพูดคุยเมื่อเจอสิ่งผิดปกติในโลกออนไลน์คือปราการด่านแรกที่ดีที่สุด
พร้อมกับฝากความหวังไว้ว่า หากสังคมไทยร่วมกันผลักดันกฎหมายนี้ให้สำเร็จ เราจะได้เห็น Safe, Secure, and Trusted Cyber Space ที่เด็กไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโลกดิจิทัลได้อย่างภาคภูมิและปลอดภัยอย่างแท้จริง
หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,186 วันที่ 26 -28 มีนาคม พ.ศ. 2569






