thansettakij
thansettakij
Meta เปิดยืนยันตัวตนบน Facebook ผ่านวิดีโอเซลฟี สกัดบัญชีปลอม

Meta เปิดยืนยันตัวตนบน Facebook ผ่านวิดีโอเซลฟี สกัดบัญชีปลอม

25 ก.ค. 69 | 04:06 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ก.ค. 69 | 04:15 น.

Meta เปิดให้ผู้ใช้ Facebook ยืนยันตัวตนผ่านการอัปโหลดวิดีโอเซลฟี เพื่อยืนยันว่าเป็นบุคคลจริง พร้อมแสดงเครื่องหมาย Verified บนบัญชี หวังลดปัญหาบัญชีปลอม สร้างความเชื่อมั่นในการใช้งาน โดยเฉพาะการซื้อขายบน Marketplace

KEY

POINTS

  • Meta เปิดตัวระบบยืนยันตัวตนบน Facebook (Facebook Verified) แบบไม่มีค่าใช้จ่าย โดยให้ผู้ใช้ถ่ายวิดีโอเซลฟีเพื่อยืนยันว่าเป็นบุคคลจริง
  • มีวัตถุประสงค์เพื่อสกัดกั้นบัญชีปลอมที่สร้างโดยบุคคลหรือ AI และเพิ่มความน่าเชื่อถือในการใช้งานแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะใน Marketplace
  • เครื่องหมายที่ได้รับเป็นการยืนยันว่าบัญชีมีบุคคลจริงอยู่เบื้องหลังเท่านั้น ไม่ได้เป็นการรับรองความน่าเชื่อถือของผู้ใช้หรือรับประกันสินค้าที่ประกาศขาย

Meta เปิดตัวเครื่องหมายยืนยันตัวตน (Facebook Verified) แบบไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ใช้ Facebook โดยใช้การยืนยันผ่านวิดีโอเซลฟี เพื่อยืนยันว่าบัญชีเป็นบุคคลจริง ไม่ใช่บัญชีปลอมหรือสร้างด้วย AI อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าการมีเครื่องหมายดังกล่าวไม่ได้เป็นการรับรองความน่าเชื่อถือของผู้ใช้หรือรายการสินค้าที่ประกาศขาย ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นเครื่องมือเพิ่มความไว้วางใจในการใช้งานแพลตฟอร์ม แต่ยังไม่สามารถทดแทนกระบวนการยืนยันตัวตนตามมาตรฐานของภาคธุรกิจที่มีการกำกับดูแลได้

Meta กำลังเปิดตัวเครื่องหมายยืนยันตัวตนบน Facebook แบบไม่มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันจันทร์นี้ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ที่เป็นผู้ใหญ่สามารถแสดงให้เห็นว่ามีบุคคลจริงอยู่เบื้องหลังบัญชีของตน ผ่านการบันทึกวิดีโอเซลฟีสั้น ๆ

โฆษกของ Meta เปิดเผยกับ Inc. ว่า ผู้ใช้ที่มีสิทธิ์จะได้รับการแจ้งเตือนบนโปรไฟล์ Facebook หรือภายใน Marketplace, Groups หรือ Dating โดยการแจ้งเตือนดังกล่าวจะทยอยเปิดให้ใช้งานในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

ผู้ใช้ที่ผ่านการอนุมัติจะได้รับเครื่องหมายยืนยันตัวตนในบริการดังกล่าว และจะขยายไปยังโพสต์บน Feed ในลำดับถัดไป โดย Meta จะเปรียบเทียบภาพจากวิดีโอเซลฟีกับรูปภาพที่แสดงอยู่บนโปรไฟล์ของผู้ใช้ ซึ่งบริษัทระบุว่ากระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที

บริษัทระบุว่า จะลบวิดีโอเซลฟีและข้อมูลใบหน้าที่เกี่ยวข้องโดยอัตโนมัติภายใน 30 วันหลังจากการยืนยันตัวตนเสร็จสิ้น ขณะที่ผู้ใช้ยังคงสามารถรักษาเครื่องหมายยืนยันตัวตนไว้ได้ ต่างจาก Meta Verified ซึ่งเป็นบริการสมัครสมาชิกแบบเสียค่าบริการ เครื่องหมาย Facebook Verified ใหม่นี้ไม่มีค่าใช้จ่าย

เครื่องหมายมีความสำคัญบน Marketplace

เครื่องหมายดังกล่าวอาจมีความสำคัญอย่างยิ่งบน Marketplace ซึ่งผู้ซื้อจำเป็นต้องทำธุรกรรมกับบุคคลที่ไม่รู้จักเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม Meta เน้นย้ำว่า เครื่องหมายนี้ยืนยันเพียงว่าผู้ใช้ผ่านการตรวจสอบด้วยวิดีโอเซลฟีเท่านั้น ไม่ได้เป็นการรับรองตัวผู้ใช้ ไม่ได้ตรวจสอบรายการสินค้าที่ประกาศขาย และไม่ได้รับประกันว่าผู้ใช้มีความน่าเชื่อถือ

การเปิดตัวครั้งนี้ยังสะท้อนแนวคิดล่าสุดของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Meta โดยเพียงหนึ่งวันก่อนประกาศเปิดตัวเครื่องหมายดังกล่าว ซักเคอร์เบิร์กได้เปิดตัวแคมเปญที่ระบุว่า Meta กำลังเดิมพันกับผู้คนในช่วงเวลาที่ AI ทำให้การสร้างโปรไฟล์ รูปภาพ และข้อความปลอมเป็นเรื่องง่ายขึ้น

ด้าน ทอม อลิสัน หัวหน้าฝ่าย Facebook กล่าวว่า เครื่องหมายยืนยันตัวตนนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของแพลตฟอร์มในการรักษาความเชื่อมโยงที่แท้จริงระหว่างผู้คนที่แท้จริง

ผู้ใช้ที่จะมีสิทธิ์ต้องมีอายุอย่างน้อย 18 ปี มีบัญชีที่อยู่ในสถานะปกติ และไม่มีหลักฐานเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง การฉ้อโกง พฤติกรรมสร้างความเข้าใจผิด หรือพฤติกรรมที่ไม่ใช่ตัวตนจริง ทั้งนี้ เพจและบัญชีที่เปิดใช้งาน Professional Mode จะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วม

หาก Meta ไม่สามารถยืนยันตัวตนของผู้ใช้ได้ ผู้ใช้นั้นจะไม่ได้รับเครื่องหมายยืนยันตัวตน แต่สามารถยื่นขอตรวจสอบใหม่ได้ในภายหลัง โดยการไม่ผ่านการตรวจสอบจะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งาน Facebook ในด้านอื่น

สัญญาณใหม่ของความน่าเชื่อถือ

กระบวนการที่ Meta เผยแพร่ไม่ได้รวมถึงการตรวจสอบบัตรประจำตัวที่ออกโดยหน่วยงานภาครัฐ แต่เป็นการยืนยันว่าบุคคลที่บันทึกวิดีโอเซลฟีมีใบหน้าตรงกับบุคคลในรูปภาพบนบัญชีผู้ใช้ วิธีดังกล่าวอาจช่วยลดบัญชีที่ใช้ภาพใบหน้าซึ่งถูกขโมยหรือสร้างด้วย AI แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ขายเป็นเจ้าของสินค้าที่ประกาศขายจริง มีเจตนาส่งมอบสินค้า หรือจะไม่พยายามหลอกลวงผ่านการชำระเงิน

อันดราส เชอร์ รองประธานและหัวหน้านักวิเคราะห์ของ Forrester บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาอิสระ กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์นี้มีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาด้านชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน โดยเครื่องหมายยืนยันตัวตนช่วยเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบ แต่ก็สามารถทำให้ธุรกรรมมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เชอร์ระบุว่า Facebook Verified ยังไม่เป็นไปตามข้อกำหนดด้านการรู้จักลูกค้า (Know Your Customer: KYC) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแต่ละประเทศ

แพลตฟอร์มอื่นได้นำระบบยืนยันตัวตนมาใช้เป็นปัจจัยสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ใช้แล้ว โดย LinkedIn ระบุว่า มีสมาชิกมากกว่า 100 ล้านรายเพิ่มการยืนยันตัวตนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และสมาชิกที่ได้รับการยืนยันตัวตนมีจำนวนการเข้าชมโปรไฟล์เพิ่มขึ้นสูงสุด 60% และมีการมีส่วนร่วมกับโพสต์เพิ่มขึ้น 50%

ด้าน Tinder ระบุว่า ระบบวิดีโอเซลฟีช่วยลดการปฏิสัมพันธ์กับบัญชีที่ไม่ประสงค์ดีได้มากกว่าครึ่งหนึ่งในตลาดที่เปิดให้บริการ

Facebook Verified อาจสร้างข้อได้เปรียบทางการค้า แม้ Meta จะไม่ได้โปรโมตบัญชีที่ได้รับการยืนยันตัวตนเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้ซื้อบน Marketplace อาจเลือกซื้อสินค้าจากผู้ขายที่มีเครื่องหมายดังกล่าวมากกว่า โดย Meta ระบุว่า Marketplace มีรายการสินค้าประมาณ 430 ล้านรายการ และรายการรถยนต์ 44 ล้านรายการทั่วโลกในแต่ละเดือน ขณะที่ชาวอเมริกันอายุยังน้อย 1 ใน 3 ที่ใช้ Facebook เข้าใช้งาน Marketplace ทุกวัน

Meta ระบุว่า การยืนยันตัวตนจะไม่ส่งผลต่อการมองเห็น การแนะนำ การกระจายการเข้าถึง หรือการจัดอันดับของผู้ใช้ รวมถึงบน Marketplace โดยผู้ใช้สามารถแตะที่เครื่องหมายเพื่ออ่านคำอธิบายว่าเครื่องหมายดังกล่าวหมายถึงอะไร และไม่ได้หมายถึงอะไร

Meta ยังเปิดตัว Seller แอปพลิเคชันแยกสำหรับ iPhone ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ขายบน Marketplace ในสหรัฐฯ ที่ใช้งานเป็นประจำ โดยมีฟีเจอร์สร้างรายการสินค้าด้วย AI เครื่องมือบริหารสินค้าคงคลัง ข้อมูลผลการดำเนินงาน และกล่องข้อความรวม บริษัทระบุว่ากลุ่มผู้ใช้เป้าหมายคือผู้ที่ทำธุรกิจเสริมหรือธุรกิจขนาดเล็ก และกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดให้ภาคธุรกิจลงประกาศขายสินค้าใน Marketplace ได้โดยตรง

ปัญหาการฉ้อโกง

การผลักดันระบบยืนยันตัวตนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Facebook ยังคงเป็นหนึ่งในช่องทางหลักที่นำไปสู่การฉ้อโกง ผู้บริโภครายงานว่าสูญเสียเงินจากการหลอกลวงที่เริ่มต้นบน Facebook ในปี 2025 มากกว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ตามข้อมูลของคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐฯ (Federal Trade Commission: FTC)

สำหรับโซเชียลมีเดียทั้งหมด ความเสียหายที่มีการรายงานมีมูลค่ารวม 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการหลอกลวงด้านการซื้อขายสินค้าเป็นประเภทที่มีการร้องเรียนมากที่สุด

การกลับมาใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าของ Facebook ยังมาพร้อมกับประเด็นที่ถูกจับตามอง โดย Meta ได้ยุติระบบจดจำใบหน้าในวงกว้างเมื่อปี 2021 และประกาศลบข้อมูลแม่แบบใบหน้ากว่า 1 พันล้านรายการ เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและข้อกังวลของสังคม แต่ยังคงรักษาการใช้งานเฉพาะด้าน เช่น การยืนยันตัวตนและการป้องกันการฉ้อโกง

เจมส์ อี. ลี ประธานศูนย์ Identity Theft Resource Center องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ให้ความช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลและการฉ้อโกง กล่าวว่า โครงการนี้อาจเป็นการใช้ข้อมูลชีวมิติที่เหมาะสมแต่ Meta ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดมากเพียงพอที่จะประเมินประสิทธิภาพของระบบได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ณ เวลานี้ ที่ใดที่หนึ่งบนโลก มีอาชญากรไซเบอร์มืออาชีพกำลังหาวิธีหลบเลี่ยงระบบนี้ หรือปลอมแปลงโปรไฟล์ที่ได้รับการยืนยันตัวตนอยู่แล้ว