
Data Center 1.7 ล้านล้าน ระสํ่า ไฟฟ้าไม่พอรับลงทุน ติดคอขวดสายส่ง
Data Center ไทยเผชิญปัญหาคอขวดด้านไฟฟ้า หลังบิ๊กเทคแห่ลงทุนกว่า 1.71 ล้านล้านบาท แต่ กฟภ.ยืนยันจ่ายไฟได้เพียง 18.7% ของความต้องการรวม 26,045 เมกะวัตต์ รัฐเร่งทบทวนเกณฑ์ลงทุนและขยายสายส่งรองรับ AI Infrastructure
KEY
POINTS
- อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ไทยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 1.71 ล้านล้านบาท แต่กำลังเผชิญวิกฤตด้านพลังงานไฟฟ้า
- การไฟฟ้าฯ สามารถยืนยันการจ่ายไฟให้โครงการต่างๆ ได้เพียง 4,882 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 18.7% ของความต้องการใช้ไฟทั้งหมดที่ยื่นขอเข้ามา 26,045 เมกะวัตต์
- ปัญหาหลักเกิดจากข้อจำกัดของระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าที่ไม่สามารถขยายตัวได้ทันรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดภาวะคอขวดในการลงทุน
อุตสาหกรรม Data Center หรือศูนย์ข้อมูลไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ เมื่อเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าต่อเนื่องจนแตะ 1.71 ล้านล้านบาท แต่ข้อมูลล่าสุดจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ณ เดือนมิถุนายน 2569 กลับพบว่า ในบรรดา 95 โครงการที่ยื่นขอใช้ไฟฟ้ารวม 26,045.2 เมกะวัตต์ กฟภ. ยืนยันจ่ายไฟได้เพียง 4,882.7 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นเพียง 18.7% เท่านั้น เหลือช่องว่างระหว่างความต้องการกับกำลังไฟที่ยืนยันได้สูงถึง 21,162.5 เมกะวัตต์ เนื่องจากข้อจำกัดของระบบสายส่ง สถานีไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตั้งแต่ปี 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2569 มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการ Data Center และการเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) จำนวน 54 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1.71 ล้านล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากประเทศสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น รวมทั้งบริษัทไทยหลายราย
สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในครึ่งแรกของปี 2569 ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 877 โครงการ เงินลงทุนรวม 1.36 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80
ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 1.12 ล้านล้านบาท จาก 158 โครงการ สหราชอาณาจักร 47,193 ล้านบาท จาก 11 โครงการ จีน 45,766 ล้านบาท จาก 321 โครงการ ไต้หวัน 38,014 ล้านบาท จาก 47 โครงการ และญี่ปุ่น 32,790 ล้านบาท จาก 123 โครงการ
ดิจิทัลขึ้นแท่นลงทุนอันดับ 1
อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล ประกอบด้วย กิจการ Data Hosting มูลค่าเงินลงทุน 730,363 ล้านบาท(2 โครงการ) กิจการ Cloud Service มูลค่าเงินลงทุน 241,757 ล้านบาท (4 โครงการ) และกิจการ Data Center มูลค่าเงินลงทุน 156,938 ล้านบาท (6 โครงการ)
การลงทุน Data Center และ Data Hosting ที่เพิ่มสูงขึ้นมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีสาเหตุจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และภาคการผลิต รวมทั้งการใช้งาน Social Media, e-Commerce และ e-Payment ที่สูงขึ้นมาก ทำให้ความต้องการจัดเก็บข้อมูล บริการคลาวด์ และการประมวลผลประสิทธิภาพสูงเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งจำเป็นต้องใช้ Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
ล่าสุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,299 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูง 2 อันดับแรกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับทิศทางโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า 1,115,260 ล้านบาท จาก 90 โครงการ รองลงมา ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 120,230 ล้านบาท จาก 179 โครงการ
ปรับเกณฑ์คุมไฟฟ้า-น้ำคุมไฟฟ้า-น้ำ
อย่างไรก็ตาม บีโอไอตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการส่งเสริม Data Center ทั้งในเรื่องการใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก และประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับ จึงได้ปรับปรุงเงื่อนไขการส่งเสริม Data Center ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและน้ำให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
รวมทั้งกำหนดให้ผู้ขอรับการส่งเสริมต้องได้รับการรับรองความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้าจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ก่อนยื่นขอรับการส่งเสริม เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนจะสอดคล้องกับแผนผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ และเพื่อป้องกันปัญหาการจัดสรรไฟฟ้ากับผู้ใช้รายอื่น
“ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการทบทวนนโยบายส่งเสริม Data Center และ AI Infrastructure ระดับประเทศเพิ่มเติม ให้เหมาะสมยิ่งขึ้นและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเป็นการพิจารณาร่วมกันระหว่างบีโอไอ กระทรวงพลังงาน สำนักงาน กกพ. การไฟฟ้าต่า ๆ หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านน้ำ รวมถึงกระทรวงดิจิทัลฯ”
บิ๊กเทคระดับโลกแห่ลงทุนครบทุกค่าย
รศ. ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประเทศไทย (DIAT) เปิดเผยข้อมูลแผนที่ที่ตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศไทย ปี 2569 ชี้ว่าประเทศไทยมีโครงการศูนย์ข้อมูลรวมทั้งสิ้น 78 แห่ง
แบ่งเป็นเปิดดำเนินการแล้ว 41 แห่ง อยู่ระหว่างก่อสร้าง 22 แห่ง และประกาศลงทุน/วางแผนอีก 15 แห่ง สะท้อนการเติบโตของอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากคลื่นการลงทุนด้าน AI และคลาวด์
กลุ่มที่เปิดดำเนินการแล้ว 41 แห่ง มีทั้งผู้เล่นไทยและต่างชาติ อาทิ True IDC (3 แห่ง), STT (3 แห่ง), NTT, Equinix, Telehouse, Digital Realty, SUPERNAP, Edgnex, Switch รวมถึงศูนย์ข้อมูลของ Microsoft และ Google ที่เปิดให้บริการแล้ว ด้านผู้ประกอบการโทรคมนาคมและสถาบันการเงินไทยก็ลงสนามเช่นกัน ทั้ง AIS (2 แห่ง), 3BB, Jastel, NT, TOT, CAT, KBTG และ IBM Thailand
ขณะที่กลุ่มอยู่ระหว่างก่อสร้าง 22 แห่ง เต็มไปด้วยชื่อระดับไฮเปอร์สเกล คือ AWS, Oracle, Microsoft (EEC), Google (EEC) นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรมไทยที่ข้ามฟากเข้าสู่ธุรกิจดิจิทัล ได้แก่ GULF, EGCO, PTT Digital, IRPC และ WHA Digital รวมถึง Sumitomo และ Siemens จากฝั่งญี่ปุ่น-เยอรมนี
ส่วนกลุ่มประกาศลงทุน 15 แห่ง มีรายชื่อที่น่าจับตาอย่างยิ่ง ทั้ง Apple, ByteDance, Tencent, Baidu, Alibaba Cloud, CoreWeave, Nebius, Iron Mountain, Digital Edge, AIMS, Yotta, CtrlS และ SCG จากฝั่งไทย
ลงทุนกระจุกตัวกรุงเทพฯ-EEC
เมื่อพิจารณาการกระจายตัวเชิงพื้นที่ พบว่าศูนย์ข้อมูลกระจุกตัวหนาแน่นที่สุดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สูงถึง 33 แห่ง รองลงมา ได้แก่ พื้นที่ EEC คือ ชลบุรี 4 แห่ง ระยอง 3 แห่ง และฉะเชิงเทรา 2 แห่ง ซึ่งเป็นจุดหมายหลักของโครงการก่อสร้างใหม่แทบทั้งหมด สอดคล้องกับความพร้อมด้านสายส่งไฟฟ้าและสิทธิประโยชน์การลงทุน
ส่วนในต่างจังหวัดอื่นมีเพียงจุดละไม่กี่แห่ง ได้แก่ เชียงใหม่ 2 แห่ง ขอนแก่น 1 แห่ง นครราชสีมา 1 แห่ง สระบุรี 1 แห่ง และภูเก็ต 2 แห่ง
ยอดจ่ายไฟไม่พอกว่า 2 หมื่นเมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบข้อมูลจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เกี่ยวกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ที่ยื่นต่อ กฟภ. ณ เดือนมิถุนายน 2569 พบว่ามีโครงการ Data Center ยื่นขอใช้ไฟฟ้ากับ กฟภ. รวม 95 โครงการ คิดเป็นความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดถึง 26,045.2 เมกะวัตต์ แต่ กฟภ. ยืนยันปริมาณไฟฟ้าได้รวม 4,882.7 เมกะวัตต์ หรือ 18.7% ของความต้องการทั้งหมด
ปริมาณที่ยืนยันได้ดังกล่าว แบ่งเป็น ยืนยันจ่ายไฟได้ 3,240.7 เมกะวัตต์ และยืนยันแบบมีเงื่อนไข 1,642 เมกะวัตต์ โดยในจำนวนนี้มีการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) แล้ว 2,768.2 เมกะวัตต์ จาก 18 โครงการ ส่งผลให้ยังมีช่องว่างระหว่างความต้องการใช้ไฟฟ้ากับกำลังไฟฟ้าที่ได้รับการยืนยันสูงถึง 21,162.5 เมกะวัตต์
เมื่อแยกตามสัญชาตินักลงทุน มีดังนี้ นักลงทุนจีน 29 โครงการ รวม 9,474 เมกะวัตต์ นักลงทุนต่างชาติอื่น 26 โครงการ รวม 7,108.2 เมกะวัตต์ นักลงทุนไทย 29 โครงการ รวม 6,778 เมกะวัตต์ และไม่ระบุข้อมูล 11 โครงการ รวม 2,685 เมกะวัตต์
ด้านสถานะโครงการ ยังไม่ได้ก่อสร้าง 75 โครงการ รวม 20,809 เมกะวัตต์ ก่อสร้างแล้ว 14 โครงการ รวม 3,912.2 เมกะวัตต์ และจ่ายไฟแล้ว 6 โครงการ รวม 1,324 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ มีโครงการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI แล้ว 28 โครงการ รวม 6,515.2 เมกะวัตต์ ขณะที่อีก 67 โครงการ รวม 19,530 เมกะวัตต์ ยังไม่ได้รับ BOI
ติดคอขวดสายส่งไฟฟ้า
สำหรับปัญหาไฟฟ้ามีไม่เพียงพอป้อนดาต้าเซ็นเตอร์ เกิดจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่มีอยู่ปัจจุบันไม่สามารถป้อนความต้องการที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ที่ระบบไฟฟ้าของโครงข่ายเดิมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ กฟภ. มีขีดความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าป้อน Data Center ปัจจุบันรองรับได้ในระดับประมาณ 500-800 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอเฉพาะกับโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วและโครงการในระยะแรกที่อยู่ระหว่างก่อสร้างเท่านั้น
ในขณะที่ตัวเลขความต้องการไฟฟ้าจริงตามข้อเสนอซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่ยื่นเข้ามาและมีแผนเปิดดำเนินการภายในปี 2571-2573 พุ่งสูงถึง 2,000-3,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเกินขีดความสามารถของโครงข่ายที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างมาก โดยการไฟฟ้าไม่สามารถปรับปรุงหรือก่อสร้างสายส่งได้ทันกับจำนวนดาต้าเซ็นเตอร์ที่เข้ามาลงทุน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี ในการดำเนินงานขยายระบบโครงข่ายไฟฟ้ารองรับ.







