thansettakij
thansettakij
กสทช. เตรียมยกระดับใบอนุญาต ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ เป็นแบบที่ 3 คุมเข้มโซนนิ่ง

กสทช. เตรียมยกระดับใบอนุญาต ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ เป็นแบบที่ 3 คุมเข้มโซนนิ่ง

24 มี.ค. 69 | 22:07 น.

“ไตรรัตน์” จ่อชงบอร์ด กสทช. เปลี่ยนเกณฑ์คุมเข้มกลุ่ม Data Center หลังพบการลงทุนโตพุ่งคาดแตะ 2 ล้านล้านในปี 2574 หวังจัดโซนนิ่งใช้ไฟฟ้า-น้ำให้เหมาะสม

KEY

POINTS

  • กสทช. มีแผนจะยกระดับใบอนุญาตประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์จากประเภทที่ 1 เป็นประเภทที่ 3 เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล
  • การเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อจัดระเบียบการลงทุนผ่านการกำหนดโซนนิ่งที่เหมาะสม ป้องกันผลกระทบด้านพลังงาน และตรวจสอบเพื่อป้องกันกลุ่มทุนสีเทา
  • การออกกฎเกณฑ์ใหม่นี้เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 2.02 ล้านล้านบาทภายในปี 2574

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า จากผลการศึกษาแนวโน้มมูลค่าตลาดสื่อสารและทิศทางอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทย ปี 2569 ของสำนักงานกสทช.คาดว่า ในปี 2568-2574 อุตสาหกรรม ดาต้า เซ็นเตอร์ มีแนวโน้มเติบโตสูง ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 27.71% คาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มจากประมาณ 4.7 แสนล้านบาท เป็น 2.02 ล้านล้านบาท นั้น ทำให้ สำนักงานฯจำเป็นต้องจัดระเบียบผู้ขออนุญาตประกอบกิจการ ดาต้า เซ็นเตอร์ ใหม่ ด้วยการออกประกาศกสทช.เปลี่ยนใบอนุญาตจากประเภทที่ 1 เป็นประเภทที่ 3 โดยจะเสนอต่อที่ประชุมบอร์ดกสทช.เร็วๆนี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในปี 2569

 

สำหรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง สำหรับผู้ให้บริการที่ ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง มุ่งเน้นการขายต่อบริการ (Reseller) หรือให้บริการเสริมต่างๆ เช่น บัตรโทรศัพท์ต่างประเทศ, บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ISP) โดยเช่าโครงข่ายผู้อื่น เป็นการอนุญาตแบบ "แจ้งให้ทราบ" ขณะที่ ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม จาก กสทช. เป็นใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบการที่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง เพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปหรือผู้ให้บริการรายอื่น มีข้อกำหนดเข้มงวด เหมือนการให้บริการโทรศัพท์และเคเบิลใต้น้ำ

ปัจจุบันมีการลงทุน ดาต้า เซ็นเตอร์ ในประเทศไทยจำนวนมาก ที่ผ่านมามีกว่า 10 ราย ที่ได้รับการส่งเสริมจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และกำลังจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ทำให้ประเทศไทยต้องกลับมาพิจารณาถึงความเหมาะสมในการจัดโซนนิ่ง เพื่อให้ไม่กระทบต่อพลังงานในอนาคตทั้งพลังงานไฟฟ้า น้ำ ซึ่งในต่างประเทศอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ก็เริ่มระงับการลงทุนใหม่ชั่วคราว 3 ปี  ขณะที่สิงคโปร์เองก็เริ่มพิจารณามากขึ้นก่อนอนุญาตให้เข้ามาลงทุน ดังนั้นจึงเห็นการลงทุนไหลเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น

นอกจากความกังวลเรื่องพลังงานในอนาคตแล้ว อีกสิ่งที่สถาบันการเงินก็กังวลและเริ่มส่งเสียงสะท้อนผ่านสำนักงานฯมาอีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจาก ไม่มั่นใจในการปล่อยกู้เงินลงทุนระดับหลายร้อยล้านว่าในอนาคตธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ จะไม่ทิ้งร้าง รวมไปถึงความกังวลเรื่องทุนเทา ที่อาจเข้ามาลงทุนดาต้า เซ็นเตอร์ เพื่อใช้เป็นช่องทางในการส่งสายสื่อสารให้กับแก๊งมิจฉาชีพ หรือไม่

นายไตรรัตน์ กล่าวว่า เมื่อมีการเปลี่ยนใบอนุญาตเป็นแบบที่สาม นอกจากจะได้รับค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคือ สำนักงานฯจะสามารถจัดระเบียบการมาลงทุนในประเทศไทยได้ เช่น การจัดโซนนิ่งที่เหมาะสมกับพลังงานในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนอาจมีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมพลังงานเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งาน ไม่กระทบกับการผลิตพลังงานที่ใช้กับประชาชน รวมถึงสามารถเรียกดูข้อมูลได้ว่า ผู้ประกอบการ ดาต้า เซ็นเตอร์ ให้บริการกับลูกค้ารายไหนบ้าง น่าเชื่อถือ หรือไม่ ไม่ใช่ทุนเทา หรือ แก๊งมิจฉาชีพ

“การดำเนินงานของสำนักงานฯในครั้งนี้ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการปิดกั้นการลงทุน แต่เราต้องดูผลกระทบในระยะยาวด้านพลังงานด้วย ดังนั้นก่อนจะออกประกาศใหม่ต้องมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อน มั่นใจว่าทุกฝ่ายจะเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน ”

ต ก่อนหน้านี้ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติโครงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย

  • บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด 3 โครงการ มูลค่าลงทุน 45,304 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี และสมุทรปราการ รองรับกำลังการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (IT Load) รวม 223 เมกะวัตต์ (MW)
  •  บริษัท จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ 05 จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่ม Gulf, Singtel และ AIS จำนวน 2 โครงการ มูลค่าลงทุน 37,202 ล้านบาท ตั้งอยู่จังหวัดระยอง และสมุทรปราการ รองรับ IT Load รวม 120 เมกะวัตต์ (MW)
  •  บริษัท สเตลล่าร์ ดีซี จำกัด มูลค่าลงทุน 8,050 ล้านบาท เป็นโครงการของกลุ่ม STECON ที่พัฒนาร่วมกับ SC Zeus Data Centers ประเทศสิงคโปร์ ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร รองรับ IT Load 25 เมกะวัตต์ (MW)
  • บริษัท เฟรเออร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จากประเทศสิงคโปร์ ดำเนินธุรกิจติดตั้งและบริหารจัดการดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Hosting) มูลค่าลงทุน 6,321 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง และสมุทรปราการ

สำหรับปี 2568 ที่ผ่านมา มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้า เซ็นเตอร์ รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 728,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ได้แก่ จังหวัดระยอง ร้อยละ 33 จังหวัดชลบุรี ร้อยละ 32 จังหวัดสมุทรปราการ ร้อยละ 12 ส่วนที่เหลือกระจายตัวอยู่ในจังหวัดปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร

โดยเป็นการลงทุนขนาดใหญ่จากทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ อาทิ บริษัท ซีนิท ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Hyperscale จากประเทศอังกฤษ บริษัท กาแล็คซี่ พีค ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด จากประเทศสิงคโปร์ บริษัท ไทย ดีซี วัน จำกัด ผู้ประกอบการไทย และบริษัท เทเลเฮ้าส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ KDDI จากประเทศญี่ปุ่น.