thansettakij
thansettakij
กสทช. จับมือ มธ. ปักหมุด “นิตินโยบายอวกาศ” รับมือโลกยุค Convergence

กสทช. จับมือ มธ. ปักหมุด “นิตินโยบายอวกาศ” รับมือโลกยุค Convergence

25 ก.พ. 2569 | 09:15 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ก.พ. 2569 | 09:35 น.

กสทช. จับมือ มธ. ปักหมุด “นิตินโยบายอวกาศ” รับมือโลกยุค Convergence เมื่อเน็ตดาวเทียมและ Data Center ลอยฟ้าไม่ใช่เรื่องไกลตัว

KEY

POINTS

  • กสทช. ร่วมมือกับ มธ. จัดทำ "นิตินโยบายอวกาศ" เพื่อรับมือการหลอมรวม (Convergence) ระหว่างกิจการโทรคมนาคมและกิจการอวกาศ
  • เทคโนโลยีอวกาศที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว เช่น ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) และ data center ในอวกาศ ทำให้กฎหมายปัจจุบันตามไม่ทันและเกิดความคลุมเครือในการกำกับดูแล
  • มีความกังวลว่าหากไม่มีกฎหมายรองรับ บริษัทเทคโนโลยีต่างชาติอาจเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่ไร้การกำกับดูแล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและความมั่นคง

พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. ได้บรรยายพิเศษและให้ข้อมูลมีสาระสำคัญสรุปว่า “นิตินโยบายการบินและอวกาศ” นับเป็นเรื่องที่มีความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง และเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนทั้งทางด้านกฎหมายและเทคโนโลยี โดยเฉพาะในด้านอวกาศเพราะนอกจากเป็นการบริหารจัดการในพื้นที่ที่เป็นสากล “ไม่มีพรมแดน” แล้ว ยังต้องมีความเข้าใจในเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวดเร็วกว่าที่กฎหมายจะไล่ตามทัน

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนี้ ได้เคยเกิดขึ้นในกิจการสื่อสารมาแล้ว เช่น ในอดีตจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ส่งผลให้ประชาชนสามารถดูหนังฟังเพลงบนโทรศัพท์มือถือได้ ทำให้เกิด “การหลอมรวม” (convergence) ระหว่างกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม โดยที่อาจมิได้ปรับปรุงกฎหมายหรือกฎระเบียบให้สอดคล้องครบถ้วน ทำให้เส้นที่เคยแบ่งกิจการทั้ง ๓ อาจคลุมเครือไม่ชัดเจน ส่งผลให้รัฐ หรือ กสทช. ไม่สามารถกำกับดูแลเนื้อหาที่เกิดจากการข้ามกิจการไปสู่โทรคมนาคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมและความมั่นคงของรัฐ เป็นอย่างยิ่ง

 

ปัจจุบันเทคโนโลยีบรอดแบนด์ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเกิดเป็นคลื่นลูกใหม่ ที่มิใช่ทำให้เกิดการหลอมรวมเฉพาะในภาคพื้นดินเท่านั้น แต่จะทำให้เกิดการหลอมรวมระหว่างกิจการโทรคมนาคมและกิจการอวกาศ จนทำให้เส้นที่เคยแบ่งระหว่างกิจการโทรคมนาคมและกิจการอวกาศอาจคลุมเครือ เช่นกัน ดังจะเห็นได้จาก ปัจจุบัน ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ เช่น Starlink OneWeb หรือ Kuiper เริ่มเข้าสู่ตลาดแล้วนั้น จัดว่าเป็นทั้งกิจการโทรคมนาคมและกิจการอวกาศ

พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช.

นอกจากนั้นในอนาคตอันใกล้ ได้มีการพัฒนาดาวเทียมเพื่อรองรับการเป็น data center บนอวกาศ ที่สามารถประหยัดพลังงานโดยไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศเนื่องจากบนอวกาศอุณหภูมิหนาวเย็นเหมาะสม รวมทั้งใช้ solar cell เป็นพลังงานได้เป็นอย่างดี ทำให้ในอนาคตนักลงทุนอาจไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจัดตั้ง data center จากประเทศใด เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ของมวลมนุษยชาติที่ไร้พรมแดน หรือไม่? หรือในอนาคต หาก กสทช. ต้องการกำกับดูแลและจำเป็นต้องออกประกาศหลักเกณฑ์ “Landing Right สิทธิในการใช้ Data Center” ซึ่งในแง่ของกฎหมายจะกระทำได้หรือไม่? มีฐานกฎหมายใดรองรับ? เนื่องจากในปี พ.ศ.๒๕๖๒ ต้องทำการแก้ไข พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ก่อน เพื่อให้ กสทช. มีอำนาจในการออกประกาศ “Landing Right สิทธิในการเข้าใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติ” หลังจากนั้น กสทช. จึงสามารถออกประกาศฯ ดังกล่าว เพื่ออนุญาตและกำกับดูแลได้ 

ทั้งนี้ไม่นับรวมเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อโดยตรงในลักษณะ IoT ไปยังรถยนต์ ซึ่งในประเด็นนี้บริษัท Tesla ได้จดสิทธิบัตร (patent) ที่ได้พัฒนาหลังคารถยนต์ให้เป็นจานรับสัญญาณ (Dish Terminal) เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากดาวเทียม Starlink ได้ ซึ่งในเรื่องนี้บริษัทรถยนต์จีน BYD ก็ได้ร่วมมือกับบริษัทดาวเทียมจีนที่ไม่ใช่เพียงแค่เชื่อมสัญญาณดาวเทียม BeiDou ที่เป็นระบบนำทาง GPS เท่านั้น แต่ในอนาคตจะเชื่อมต่อ 5G NTN (Non-Terrestrial Network) เพื่อให้รถยนต์สามารถใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรวมทั้งได้ร่วมมือกับบริษัท Huawei ในการพัฒนาระบบ self-driving car อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต    

จึงมีประเด็นคำถามต่อ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 ที่สำนักงาน กสทช. ยังคงใช้ในการกำกับดูแลอุปกรณ์ที่ใช้คลื่นความถี่ต่างๆ สามารถบังคับใช้หลังคารถยนต์ในอนาคตนี้ได้อยู่หรือไม่ อย่างไร? ซึ่งในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ทางสำนักงาน กสทช. ได้ทำการศึกษาเพื่อหาแนวทางในการออกประกาศ กสทช. เพื่อรองรับการกำกับดูแลภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติฯ ที่ยังไม่มีการปรับปรุง แต่ก็ยอมรับว่ายังมีความคลุมเคลือและมีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายที่หน่วยงานอื่นเป็นผู้รักษา ซึ่งคงต้องบูรณาการร่วมมือกันต่อไป  

“หากเกิดการหลอมรวม (Convergence) ที่ส่งผลให้กิจการโทรคมนาคมและกิจการอวกาศ คลุมเครือไม่ชัดเจน โดยยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายทั้งระดับหลักและรองให้รองรับ โดยส่วนตัวมีความห่วงใย ที่จะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถกำกับดูแลกิจการสื่อสารโทรคมนาคมได้มีอย่างประสิทธิภาพ เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติ ย่อมมุ่งสู่พื้นที่ “ที่ไร้พรหมแดน” และ “ปราศจากการกำกับดูแล” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชนยิ่งกว่ากรณี OTT ที่เกิดขึ้นจากการหลอมรวมโดยไม่ยอมให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบในปัจจุบัน ดังนั้นในวันนี้ต้องร่วมกันกำหนด "นิตินโยบาย" ที่เป็นเสมือนเข็มทิศในการนำไปสู่การสร้างมาตรฐานที่สอดคล้องกับสากลและเอื้อต่อการพัฒนาภายใต้นวัตกรรมของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน” กสทช. ธนพันธุ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย