
สแกมเมอร์บุกโรงเรียน หลอกเด็กเปิดซิม สภาผู้บริโภคจี้ กสทช. สอบค่ายมือถือ
สภาผู้บริโภคจี้ กสทช. ตรวจสอบค่ายมือถือ ปมมิจฉาชีพบุกโรงเรียนหลอกสแกนหน้าเด็กกว่า 200 คน เปิดซิมส่งแก๊งสแกมเมอร์ ขีดเส้น 7 วันต้องมีคำตอบ พร้อมเตรียมยื่นหนังสือทวงถาม
กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมขบวนการมิจฉาชีพ 3 ราย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 หลังพบพฤติการณ์แฝงตัวเข้าไปในโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย อ้างจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องภัยสแกมเมอร์ แต่กลับหลอกสแกนใบหน้าและบัตรประชาชนของนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษากว่า 200 คน
เพื่อนำข้อมูลไปลงทะเบียนซิมการ์ดจำนวนมาก ก่อนส่งต่อให้เครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในฝั่งท่าขี้เหล็กใช้ก่อเหตุ กลายเป็นประเด็นที่สั่นสะเทือนทั้งระบบกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างรุนแรง
นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นความผิดร้ายแรงในหลายมิติ
- มิติแรกคือ การกระทำต่อเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง
- มิติที่สองคือ การเกิดขึ้นภายในสถานศึกษา ซึ่งควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย
- มิติที่สามคือการสะท้อนช่องโหว่ของระบบลงทะเบียนซิมการ์ดที่เปิดช่องให้มีการสแกนใบหน้าและใช้บัตรประชาชนซ้ำจำนวนมากโดยไม่ตรวจจับความผิดปกติ
ประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถามคือ กลไกการกำกับดูแลของ กสทช. และมาตรการของค่ายมือถือในการตรวจสอบการลงทะเบียนซิมเชิงปริมาณ หากสามารถเปิดซิมจำนวนมากภายใต้ข้อมูลของเด็กหนึ่งคนได้ ย่อมสะท้อนถึงจุดอ่อนของระบบที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ
ขณะที่ภาครัฐกำลังเร่งปราบปรามบัญชีม้าและเครือข่ายสแกมเมอร์ในภาพใหญ่ เหตุการณ์นี้จึงถูกมองว่า เป็นการท้าทายมาตรการของรัฐโดยตรง
สภาผู้บริโภคเสนอให้ กสทช. บรรจุเรื่องดังกล่าวเป็นวาระพิเศษในการประชุมคณะกรรมการโดยด่วน พร้อมตรวจสอบว่ามีการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือไม่ และหากพบการกระทำผิด ต้องมีมาตรการทางปกครองที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เป็นบรรทัดฐานในอนาคต
การปล่อยให้ช่องโหว่ดำรงอยู่ ไม่เพียงสร้างความเสี่ยงต่อเด็กและครอบครัว แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อระบบโทรคมนาคมทั้งระบบ
อีกมิติหนึ่งที่สภาฯ หยิบยกขึ้นมาคือ ความจำเป็นในการสืบสวนขยายผลไปถึง “ตัวการใหญ่” หรือผู้บงการขบวนการดังกล่าว ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงผู้ปฏิบัติการระดับล่าง พร้อมทั้งเสนอให้มีมาตรการเยียวยาเด็กและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม เพราะความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่ที่การนำข้อมูลไปใช้เปิดซิม แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงระยะยาวต่อข้อมูลส่วนบุคคลของเยาวชน
ในเชิงนโยบายระยะยาว คณะอนุกรรมการด้านการสื่อสารฯ ของสภาผู้บริโภคเตรียมศึกษาความเป็นไปได้ของแนวคิด “ซิมเด็ก” เพื่อกำหนดกรอบการใช้งานที่เหมาะสมกับช่วงวัย และเพิ่มมาตรการคุ้มครองเฉพาะกลุ่ม ซึ่งสะท้อนความพยายามยกระดับการกำกับดูแลให้สอดรับกับความเสี่ยงใหม่ในยุคดิจิทัล

