thansettakij
สภาผู้บริโภค จี้ กสทช. แจง อไรซ์ ซื้อทรู-AIS ลุยธนาคารดิจิทัล ผูกขาดข้ามตลาด

สภาผู้บริโภค จี้ กสทช. แจง อไรซ์ ซื้อทรู-AIS ลุยธนาคารดิจิทัล ผูกขาดข้ามตลาด

04 ก.พ. 2569 | 09:29 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ก.พ. 2569 | 09:39 น.

สภาผู้บริโภคจี้ กสทช. ชี้แจงกรณี “อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป” เข้าซื้อหุ้นทรูจากเทเลนอร์ และเอไอเอสเดินหน้าธุรกิจธนาคารดิจิทัล ปล่อยธุรกิจโทรคมนาคมไทย ยุคผูกขาดข้ามตลาด เข้าถึงข้อมูลผู้บริโภคเต็มรูปแบบ เสี่ยงถูกเอาเปรียบ

KEY

POINTS

  • สภาผู้บริโภคเรียกร้องให้ กสทช. ชี้แจงกรณีกลุ่มอไรซ์ซื้อหุ้นทรู และการที่ AIS กับทรูขยายธุรกิจสู่ธนาคารดิจิทัล ซึ่งมีความเสี่ยงในการสร้างอำนาจผูกขาดข้ามตลาด
  • การขยายธุรกิจโทรคมนาคมไปสู่ภาคการเงินและบริการดิจิทัล ทำให้ตลาดเหลือผู้เล่นรายใหญ่เพียง 2 ราย (Duopoly) และอาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันที่เป็นธรรม
  • เกิดความกังวลต่อผลกระทบผู้บริโภค โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่อาจถูกนำไปใช้ข้ามธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรม และทำให้ผู้บริโภคสูญเสียอำนาจต่อรอง

จากข่าวการลงทุนครั้งใหญ่ในธุรกิจโทรคมนาคม เมื่อกลุ่ม อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ซึ่งก่อตั้งและถือหุ้นทั้งหมดโดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ เข้าซื้อหุ้น “ทรู” จาก “เทเลนอร์” จำนวน 24.95% ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม จนถูกตั้งคำถามต่อหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะ กสทช.

ขณะที่ AIS เดินหน้าธุรกิจธนาคารไร้สาขา หรือธนาคารดิจิทัล สะท้อนการขยายตัวของธุรกิจโทรคมนาคมไปสู่ภาคการเงินและบริการดิจิทัล สภาผู้บริโภคชี้โครงสร้างธุรกิจโทรคมนาคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “การดำเนินธุรกิจแบบข้ามตลาด” อย่างเต็มรูปแบบ กังวลการสร้างอำนาจเหนือตลาด กระทบผู้บริโภคสูญเสียอำนาจต่อรอง

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า หลังจากกลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ปเข้าซื้อหุ้นทรูจากกลุ่มเทเลนอร์ ทำให้ธุรกิจโทรคมนาคมไทยเหลือผู้เล่นเพียง 2 รายอย่างชัดเจน

และทั้งทรูและเอไอเอส มีการขยายธุรกิจเข้าสู่การเงิน โดยยื่นขอใบอนุญาตธนาคารไร้สาขา หรือธนาคารดิจิทัล ซึ่งการขยายธุรกิจข้ามอุตสาหกรรมเป็นเรื่องใหญ่ แต่ยังไม่เห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะมีมติหรือเงื่อนไขกำกับดูแลอย่างไร รวมถึงจะมีการศึกษาผลกระทบต่อผู้บริโภครองรับหรือไม่

“สำหรับสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการเหลือผู้เล่นเพียง 2 ราย คือทิศทางโทรคมนาคมกำลังมุ่งสู่ การควบรวมแบบข้ามตลาด เนื่องจากผู้ประกอบการได้ดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งโครงข่าย การเงิน ดาต้าเซ็นเตอร์ การเป็นผู้ให้บริการธุรกรรมทางการเงินและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ต่างมีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลและดาต้าปริมาณมหาศาล กสทช.ในฐานะผู้กำกับดูแลต้องออกมาชี้แจงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น” 

สภาผู้บริโภค จี้ กสทช. แจง อไรซ์ ซื้อทรู-AIS ลุยธนาคารดิจิทัล ผูกขาดข้ามตลาด

สำหรับผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคและประเด็นที่น่ากังวล คือความเสี่ยงด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากการที่ค่ายมือถือควบคุมทั้งโครงข่ายและธนาคารดิจิทัลอาจทำให้เกิดการใช้ข้อมูลข้ามธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรมหรือการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งการถอนตัวของกลุ่มทุนยุโรปของเทเลนอร์ในตลาดประเทศไทยจึงทำให้เกิดคำถามถึงมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลที่เคยอ้างอิงจากประเทศยุโรปว่าจะลดลงหรือไม่

“ข้อมูลผู้บริโภคกำลังกลายเป็นต้นทุนทางอำนาจที่สำคัญที่สุด หากค่ายมือถือควบคุมทั้งโครงข่าย แอป ธนาคาร และแพลตฟอร์ม ย่อมเกิดความเสี่ยงต่อการเลือกปฏิบัติ การกีดกันคู่แข่ง และการใช้ข้อมูลข้ามธุรกิจ ใครมีดาต้ามากกว่าย่อมได้เปรียบ แล้วใครจะคุ้มครองข้อมูลของประชาชน” นางสาวสุภิญญา ย้ำ

ทั้งนี้ ภายหลังการควบรวมทรูและดีแทค ธุรกิจโทรคมนาคมไทยเข้าสู่การผูกขาด แม้จะมีการแยกให้บริการเป็นค่ายทรูและดีแทค ทำให้ผู้บริโภคไม่มีทางเลือก ตลาดเข้าสู่การแข่งขันแบบรายใหญ่ผูกขาดเพียงสองรายหรือ ดูโอโพลี (Duopoly) ทั้งหมดยังมีผลกระทบให้ผู้ประกอบการรายเล็กที่ทำธุรกิจในกลุ่มเดียวกันแข่งขันได้ยากลำบากมากขึ้น

นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา กสทช. ได้มีมติรับทราบการควบรวมมากว่าสองปีครึ่ง พร้อมกำหนดมาตรการแยกบริการและการเยียวยา แต่ในปัจจุบันยังไม่ปรากฏผลการศึกษาที่ชัดเจนว่าผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างไรบ้าง

“เอกชนได้สิ่งที่ต้องการไปแล้ว ทั้งควบรวมและจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้น แต่ยังไม่เห็นคำอธิบายชัดเจนว่าผู้บริโภคได้อะไร และ กสทช. ยังสามารถกำกับดูแลผลกระทบได้มากน้อยเพียงใด” นางสาวสุภิญญา กล่าว

ทั้งนี้ ปัญหาการผูกขาดในกิจการโทรคมนาคม ไม่ใช่อยู่ที่เรื่องราคาและสัญญาณโทรศัพท์เท่านั้น แต่ได้ขยายไปสู่การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล การเงิน และบริการดิจิทัลในชีวิตประจำวันทั้งหมดของคนไทย ถือเป็นโจทย์สำคัญที่พรรคการเมืองและรัฐบาลชุดใหม่ต้องร่วมกันกำหนดทิศทางและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเข้มข้นมากขึ้น

นักวิชาการชี้ต้องระวังควบรวมข้ามตลาด แนะรัฐเร่งวางมาตรการกำกับดูแล

ผศ.ดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่บริษัทโทรคมนาคมในประเทศไทยเริ่มขยายขอบเขตธุรกิจไปยังภาคส่วนอื่น ๆ เช่น บริการทางการเงิน ดาต้า เซ็นเตอร์ คลาวด์ และเอไอ โดยขยายตัวในลักษณะนี้ไม่ใช่การควบรวมในแนวตั้งหรือแนวนอนตามที่เคยเป็นมา แต่จัดเป็น “การควบรวมข้ามตลาด (Conglomerate Merger) คือการขยายไปสู่อุตสาหกรรมที่ต่างออกไป เพื่อเปลี่ยนจากบริษัทโทรคมนาคมไปเป็นบริษัทเทคโนโลยี (Tech Company) เนื่องจากอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเดิมเริ่ม “อิ่มตัว” และมีกำไร (Margin) น้อยลง บริษัทจึงต้องสร้างอีโคซิสเต็มเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและ “ล็อก” ผู้บริโภคไว้ในระบบนิเวศของตนเองผ่านบริการที่ครบวงจร รวมถึงการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล (ดาต้า) มหาศาลที่มีอยู่ในมือ

สำหรับข้อกังวลและผลกระทบต่อผู้บริโภค แม้การขยายธุรกิจจะเป็นเสรีภาพ แต่ ดร.พรเทพ ชี้ให้เห็นว่าการที่กลุ่มทุนใหญ่ข้ามไปทำธุรกิจในหลายตลาด อาจนำไปสู่การแข่งขันที่อ่อนตัวลง เนื่องจากผู้เล่นรายใหญ่จะหลีกเลี่ยงสงครามราคาในทุกสนามเพื่อรักษาผลกำไร นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการเกิดกำแพงการแข่งขัน ที่ทำให้รายย่อยหรือคู่แข่งรายใหม่เข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคถูกขังอยู่ในแพลตฟอร์มเรียบร้อยแล้ว

ทางด้านข้อแนะนำต่อหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและปกป้องผู้บริโภค ควรดำเนินการทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน จากในปัจจุบันการกำกับดูแลแยกส่วนกัน เช่น กสทช. ดูแลโทรคมนาคม ธนาคารแห่งประเทศไทย ดูแลการเงิน และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดูแลพลังงาน ทำให้ไม่มีการมองเห็นภาพรวมของการควบรวมข้ามตลาด หน่วยงานเหล่านี้ต้องประสานงานกันมากขึ้น ประเด็นต่อมา การมุ่งบทบาทเชิงรุกของ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) โดยต้องเข้ามามีบทบาทหลักในการตรวจสอบผลกระทบในภาพรวมตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า อีกทั้งรัฐควรเร่งศึกษาตลาด เพื่อประเมินว่าพื้นที่หรือบริการใดที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากการครอบงำตลาดในอนาคต รวมถึงมาตรการเยียวยาก่อนการควบรวม โดยควรนำมาตรฐานสากลจากยุโรปหรืออเมริกามาใช้ เช่น การกำหนดให้บริษัทต้องยื่นขออนุญาตรวมธุรกิจล่วงหน้า และหากพบความเสี่ยง รัฐอาจสั่งให้มีการขายสินทรัพย์บางส่วนออกไปเพื่อรักษาโครงสร้างการแข่งขัน