KEY
POINTS
การตัดสินใจของ Telenor Group บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่จากนอร์เวย์ ในการ ขายหุ้น 24.95% ใน True Corporation ให้กับ บริษัท อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด หรือ อไรซ์ ของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” มูลค่าราว 39,000 ล้านโครนนอร์เวย์ (กว่า 1 แสนล้านบาท) ไม่ได้เป็นเพียงดีลเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในตลาดไทยเท่านั้น หากแต่สะท้อนการ “ปรับพอร์ตเชิงยุทธศาสตร์” ของ Telenor ในระดับโลก หลังจากกว่า 25 ปีที่บริษัทขยายอาณาจักรออกจากยุโรปเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและยุโรปตะวันออก
ดีล นี้ทำให้ Telenor เตรียมถอนตัวจากตลาดไทยอย่างสมบูรณ์ ภายใน 2 ปีข้างหน้า หลังมีข้อตกลง put/call option สำหรับขายหุ้นที่เหลืออีก 5.35% และเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของแผน “simplification” และการกลับมาโฟกัสตลาดหลักในภูมิภาคนอร์ดิก จากการขยายตัวเชิงรุก สู่การคัดเลือกสนามรบใหม่
ในสแกนดิเนเวีย บริษัทเข้าซื้อกิจการในสวีเดน เดนมาร์ก และฟินแลนด์ เพื่อสร้างฐานที่มั่นในตลาดพัฒนาแล้ว ขณะเดียวกันก็ขยายไปยังยุโรปกลางและตะวันออก เช่น ฮังการี บัลแกเรีย เซอร์เบีย และมอนเตเนโกร ผ่านการเข้าซื้อกิจการมือถือหลายแห่ง
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2018 เมื่อ Telenor ตัดสินใจขายกิจการในยุโรปกลางและตะวันออกทั้งหมดให้กับกลุ่ม PPF จากเช็ก ด้วยมูลค่ากว่า 2.8 พันล้านยูโร เพื่อระดมทุนและลดความซับซ้อนของพอร์ตการลงทุน พร้อมหันไปเน้นตลาดที่บริษัทมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างมากกว่า
ในเวลาเดียวกัน เอเชียกลายเป็นสมรภูมิหลักของการเติบโต โดย Telenor เข้าไปลงทุนในบังกลาเทศ มาเลเซีย ไทย ปากีสถาน อินเดีย และเมียนมา ผ่านรูปแบบทั้งการร่วมทุนและการสร้างกิจการใหม่ตั้งแต่ศูนย์
อย่างไรก็ตาม ตลาดเอเชียไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด อินเดียเป็นตัวอย่างชัดเจนของการแข่งขันรุนแรงและต้นทุนการลงทุนโครงข่าย 4G–5G ที่สูงเกินผลตอบแทน ทำให้ Telenor ตัดสินใจขายกิจการในปี 2017 ส่วนเมียนมา การรัฐประหารในปี 2021 ทำให้บริษัทเผชิญความเสี่ยงด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน จนต้องขายกิจการในปี 2022 ด้วยมูลค่าต่ำกว่าที่คาดอย่างมาก
ล่าสุด ปากีสถานและไทย กลายเป็นสองตลาดใหญ่ที่ Telenor เลือกถอนทุนต่อเนื่อง โดยปิดดีลขาย Telenor Pakistan ให้ PTCL ในปลายปี 2025 และประกาศขายหุ้น TRUE ในต้นปี 2026
กรณีประเทศไทย ถือเป็นการลงทุนที่ประสบความสำเร็จในเชิงมูลค่าอย่างชัดเจน Telenor เข้ามาลงทุนใน Total Access Communication (dtac) ตั้งแต่ปี 2000 และผลักดันให้ dtac เติบโตเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการมือถือรายหลักของประเทศ ก่อนจะควบรวมกับ True จนกลายเป็นบริษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่ที่สุดของไทยในปี 2023
มูลค่าการถือหุ้นของ Telenor เพิ่มจากราว 12,000 ล้านโครนก่อนการเจรจาควบรวม เป็นราว 39,000 ล้านโครนในดีลขายครั้งนี้ สะท้อนผลตอบแทนเชิงกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จ
แต่ในมุมยุทธศาสตร์ระยะยาว ตลาดไทยมีลักษณะการแข่งขันสูง การกำกับดูแลเข้มข้น และต้องใช้เงินลงทุนต่อเนื่องมหาศาลใน 5G, โครงข่ายไฟเบอร์, ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และ AI ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการเพิ่มผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (ROCE) ที่ Telenor กำหนดไว้
การขาย TRUE จึงไม่ใช่การ “หนีปัญหา” แต่เป็นการ “ล็อกกำไร” และจัดสรรทุนใหม่ไปยังตลาดที่ให้ผลตอบแทนมั่นคงและควบคุมความเสี่ยงได้มากกว่า
หลังการถอนตัวจากปากีสถานและไทย โครงสร้างธุรกิจในเอเชียของ Telenor จะเหลือเพียง 2–3 ฐานหลัก ได้แก่
• บังกลาเทศ (Grameenphone): ผู้ให้บริการเบอร์หนึ่งของประเทศ มีฐานผู้ใช้ระดับหลายสิบล้านราย และยังมีศักยภาพเติบโตจากการขยายบริการดิจิทัล
• มาเลเซีย (CelcomDigi): ผลจากการควบรวม Digi กับ Celcom ทำให้เกิดผู้เล่นขนาดใหญ่ที่มีความได้เปรียบด้านขนาดและประสิทธิภาพ
• นอร์ดิก (นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์): ตลาดรายได้มั่นคง เน้นบริการความปลอดภัยไซเบอร์ เครือข่ายคุณภาพสูง และบริการองค์กร
Telenor ระบุชัดว่าเป้าหมายระยะยาวคือการเป็น “Nordic-centric provider of secure connectivity” และลดความซับซ้อนของโครงสร้างธุรกิจ เพื่อควบคุมต้นทุนและเพิ่มคุณภาพกระแสเงินสด
สำหรับประเทศไทย การเข้ามาถือหุ้นของ Arise (กลุ่ม CP) แทน Telenor ทำให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นของ TRUE เปลี่ยนจาก “ทุนต่างชาติ + ทุนไทย” ไปสู่ “ทุนไทยเต็มรูปแบบ” อย่างแท้จริง
1. อำนาจควบคุมเชิงยุทธศาสตร์
กลุ่ม CP มี ecosystem ครอบคลุมค้าปลีก โลจิสติกส์ อาหาร ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และสื่อ การเชื่อม TRUE เข้ากับ ecosystem เหล่านี้อาจสร้าง synergies ทางข้อมูลลูกค้า การชำระเงิน และบริการดิจิทัล แต่ก็เพิ่มโจทย์ด้านการแข่งขันและการกำกับดูแล
2. บทบาทของต่างชาติในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลลดลง
การถอนตัวของ Telenor สะท้อนแนวโน้มที่นักลงทุนต่างชาติระมัดระวังต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพรวม FDI ในระยะยาว
3. ความเสี่ยงด้านการแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค
เมื่อโครงสร้างตลาดมีผู้เล่นขนาดใหญ่ไม่กี่ราย หน่วยงานกำกับจำเป็นต้องจับตาเรื่องราคา คุณภาพบริการ การใช้ข้อมูลลูกค้า และการป้องกันการผูกขาดเชิงระบบ
กรณีของ Telenor สะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมโลก ที่กำลังเปลี่ยนจากยุค “ขยายจำนวนประเทศ” ไปสู่ยุค “เลือกสนามที่ให้ผลตอบแทนคุ้มทุน” ท่ามกลางต้นทุนเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และกฎระเบียบที่ซับซ้อน
บริษัทข้ามชาติเริ่มให้ความสำคัญกับกระแสเงินสด ความมั่นคง และการสร้างมูลค่าเชิงคุณภาพ มากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณของจำนวนผู้ใช้หรือพื้นที่ครอบคลุม
การขายหุ้น TRUE จึงไม่ใช่เพียงบทสรุปของการลงทุน 25 ปีในประเทศไทย แต่เป็นสัญญาณว่าภูมิทัศน์การแข่งขันของโทรคมนาคมโลกกำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ที่ “ทุนจะไหลไปหาความมั่นคง” มากกว่าความเสี่ยง.