ย้อนรอยการลงทุน “Telenor Group” ร่วมลงทุนมาแล้วกี่ประเทศ

22 ม.ค. 2569 | 23:06 น.

ย้อนรอยการลงทุน “Telenor Group” ลงทุนมาแล้วกี่ประเทศ ล่าสุดขายหุ้นใน “TRUE” จำนวน 24.95% ให้กับ “อไรซ์” ผู้ถือหุ้นหลัก “ศุภชัย เจียรวนนท์”

KEY

POINTS

  • เทเลนอร์ กรุ๊ป เคยขยายการลงทุนเชิงรุกไปในหลายประเทศทั่วทั้งยุโรปและเอเชีย เช่น ไทย ปากีสถาน บังกลาเทศ มาเลเซีย อินเดีย และเมียนมา
  • บริษัทได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์โดยทยอยถอนการลงทุนออกจากหลายตลาด รวมถึงยุโรปกลาง-ตะวันออก อินเดีย เมียนมา ปากีสถาน และล่าสุดคือประเทศไทย
  • การถอนการลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของแผนลดความซับซ้อนทางธุรกิจ เพื่อหันกลับไปมุ่งเน้นตลาดหลักในกลุ่มประเทศนอร์ดิกและตลาดเอเชียที่คัดเลือกแล้ว (บังกลาเทศและมาเลเซีย)
  • การขายหุ้น TRUE ในไทยเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อทำกำไรจากการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ และจัดสรรเงินทุนใหม่ไปยังตลาดที่ให้ผลตอบแทนมั่นคงกว่า

การตัดสินใจของ Telenor Group บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่จากนอร์เวย์ ในการ ขายหุ้น 24.95% ใน True Corporation ให้กับ บริษัท อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด หรือ อไรซ์ ของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” มูลค่าราว 39,000 ล้านโครนนอร์เวย์ (กว่า 1 แสนล้านบาท) ไม่ได้เป็นเพียงดีลเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในตลาดไทยเท่านั้น หากแต่สะท้อนการ “ปรับพอร์ตเชิงยุทธศาสตร์” ของ Telenor ในระดับโลก หลังจากกว่า 25 ปีที่บริษัทขยายอาณาจักรออกจากยุโรปเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและยุโรปตะวันออก

ดีล นี้ทำให้ Telenor เตรียมถอนตัวจากตลาดไทยอย่างสมบูรณ์ ภายใน 2 ปีข้างหน้า หลังมีข้อตกลง put/call option สำหรับขายหุ้นที่เหลืออีก 5.35% และเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของแผน “simplification” และการกลับมาโฟกัสตลาดหลักในภูมิภาคนอร์ดิก จากการขยายตัวเชิงรุก สู่การคัดเลือกสนามรบใหม่

ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 2000 Telenor เป็นหนึ่งในผู้เล่นยุโรปที่ขยายตัวเชิงรุกมากที่สุด โดยเข้าไปลงทุนทั้งในยุโรปเหนือ ยุโรปกลาง–ตะวันออก และเอเชีย

ในสแกนดิเนเวีย บริษัทเข้าซื้อกิจการในสวีเดน เดนมาร์ก และฟินแลนด์ เพื่อสร้างฐานที่มั่นในตลาดพัฒนาแล้ว ขณะเดียวกันก็ขยายไปยังยุโรปกลางและตะวันออก เช่น ฮังการี บัลแกเรีย เซอร์เบีย และมอนเตเนโกร ผ่านการเข้าซื้อกิจการมือถือหลายแห่ง

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2018 เมื่อ Telenor ตัดสินใจขายกิจการในยุโรปกลางและตะวันออกทั้งหมดให้กับกลุ่ม PPF จากเช็ก ด้วยมูลค่ากว่า 2.8 พันล้านยูโร เพื่อระดมทุนและลดความซับซ้อนของพอร์ตการลงทุน พร้อมหันไปเน้นตลาดที่บริษัทมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างมากกว่า

ในเวลาเดียวกัน เอเชียกลายเป็นสมรภูมิหลักของการเติบโต โดย Telenor เข้าไปลงทุนในบังกลาเทศ มาเลเซีย ไทย ปากีสถาน อินเดีย และเมียนมา ผ่านรูปแบบทั้งการร่วมทุนและการสร้างกิจการใหม่ตั้งแต่ศูนย์

อย่างไรก็ตาม ตลาดเอเชียไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด อินเดียเป็นตัวอย่างชัดเจนของการแข่งขันรุนแรงและต้นทุนการลงทุนโครงข่าย 4G–5G ที่สูงเกินผลตอบแทน ทำให้ Telenor ตัดสินใจขายกิจการในปี 2017 ส่วนเมียนมา การรัฐประหารในปี 2021 ทำให้บริษัทเผชิญความเสี่ยงด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน จนต้องขายกิจการในปี 2022 ด้วยมูลค่าต่ำกว่าที่คาดอย่างมาก

ล่าสุด ปากีสถานและไทย กลายเป็นสองตลาดใหญ่ที่ Telenor เลือกถอนทุนต่อเนื่อง โดยปิดดีลขาย Telenor Pakistan ให้ PTCL ในปลายปี 2025 และประกาศขายหุ้น TRUE ในต้นปี 2026

TRUE: การลงทุนที่ “สร้างมูลค่า” แต่ไม่ใช่อนาคตหลัก

กรณีประเทศไทย ถือเป็นการลงทุนที่ประสบความสำเร็จในเชิงมูลค่าอย่างชัดเจน Telenor เข้ามาลงทุนใน Total Access Communication (dtac) ตั้งแต่ปี 2000 และผลักดันให้ dtac เติบโตเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการมือถือรายหลักของประเทศ ก่อนจะควบรวมกับ True จนกลายเป็นบริษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่ที่สุดของไทยในปี 2023

 

TRUE - DTAC แถลงข่าวความร่วมมือหลังควบรวมกิจการสำเร็จเมื่อปี  2565

 

ศุภชัย เจียรวนนท์

มูลค่าการถือหุ้นของ Telenor เพิ่มจากราว 12,000 ล้านโครนก่อนการเจรจาควบรวม เป็นราว 39,000 ล้านโครนในดีลขายครั้งนี้ สะท้อนผลตอบแทนเชิงกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จ

แต่ในมุมยุทธศาสตร์ระยะยาว ตลาดไทยมีลักษณะการแข่งขันสูง การกำกับดูแลเข้มข้น และต้องใช้เงินลงทุนต่อเนื่องมหาศาลใน 5G, โครงข่ายไฟเบอร์, ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และ AI ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการเพิ่มผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (ROCE) ที่ Telenor กำหนดไว้

การขาย TRUE จึงไม่ใช่การ “หนีปัญหา” แต่เป็นการ “ล็อกกำไร” และจัดสรรทุนใหม่ไปยังตลาดที่ให้ผลตอบแทนมั่นคงและควบคุมความเสี่ยงได้มากกว่า

โฟกัสใหม่: นอร์ดิก + เอเชียที่คัดเลือกแล้ว

หลังการถอนตัวจากปากีสถานและไทย โครงสร้างธุรกิจในเอเชียของ Telenor จะเหลือเพียง 2–3 ฐานหลัก ได้แก่

• บังกลาเทศ (Grameenphone): ผู้ให้บริการเบอร์หนึ่งของประเทศ มีฐานผู้ใช้ระดับหลายสิบล้านราย และยังมีศักยภาพเติบโตจากการขยายบริการดิจิทัล

• มาเลเซีย (CelcomDigi): ผลจากการควบรวม Digi กับ Celcom ทำให้เกิดผู้เล่นขนาดใหญ่ที่มีความได้เปรียบด้านขนาดและประสิทธิภาพ

• นอร์ดิก (นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์): ตลาดรายได้มั่นคง เน้นบริการความปลอดภัยไซเบอร์ เครือข่ายคุณภาพสูง และบริการองค์กร

Telenor ระบุชัดว่าเป้าหมายระยะยาวคือการเป็น “Nordic-centric provider of secure connectivity” และลดความซับซ้อนของโครงสร้างธุรกิจ เพื่อควบคุมต้นทุนและเพิ่มคุณภาพกระแสเงินสด

นัยต่อโครงสร้างโทรคมนาคมไทย

สำหรับประเทศไทย การเข้ามาถือหุ้นของ Arise (กลุ่ม CP) แทน Telenor ทำให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นของ TRUE เปลี่ยนจาก “ทุนต่างชาติ + ทุนไทย” ไปสู่ “ทุนไทยเต็มรูปแบบ” อย่างแท้จริง

นัยเชิงโครงสร้างมีอย่างน้อย 3 มิติสำคัญ

1. อำนาจควบคุมเชิงยุทธศาสตร์

กลุ่ม CP มี ecosystem ครอบคลุมค้าปลีก โลจิสติกส์ อาหาร ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และสื่อ การเชื่อม TRUE เข้ากับ ecosystem เหล่านี้อาจสร้าง synergies ทางข้อมูลลูกค้า การชำระเงิน และบริการดิจิทัล แต่ก็เพิ่มโจทย์ด้านการแข่งขันและการกำกับดูแล

2. บทบาทของต่างชาติในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลลดลง

การถอนตัวของ Telenor สะท้อนแนวโน้มที่นักลงทุนต่างชาติระมัดระวังต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพรวม FDI ในระยะยาว

3. ความเสี่ยงด้านการแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค

เมื่อโครงสร้างตลาดมีผู้เล่นขนาดใหญ่ไม่กี่ราย หน่วยงานกำกับจำเป็นต้องจับตาเรื่องราคา คุณภาพบริการ การใช้ข้อมูลลูกค้า และการป้องกันการผูกขาดเชิงระบบ

ภาพใหญ่: โลกโทรคมนาคมกำลัง “เลือกสนาม”

กรณีของ Telenor สะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมโลก ที่กำลังเปลี่ยนจากยุค “ขยายจำนวนประเทศ” ไปสู่ยุค “เลือกสนามที่ให้ผลตอบแทนคุ้มทุน” ท่ามกลางต้นทุนเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และกฎระเบียบที่ซับซ้อน

บริษัทข้ามชาติเริ่มให้ความสำคัญกับกระแสเงินสด ความมั่นคง และการสร้างมูลค่าเชิงคุณภาพ มากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณของจำนวนผู้ใช้หรือพื้นที่ครอบคลุม

การขายหุ้น TRUE จึงไม่ใช่เพียงบทสรุปของการลงทุน 25 ปีในประเทศไทย แต่เป็นสัญญาณว่าภูมิทัศน์การแข่งขันของโทรคมนาคมโลกกำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ที่ “ทุนจะไหลไปหาความมั่นคง” มากกว่าความเสี่ยง.