
โฆษณาผ่าน‘โอทีที’พุ่ง24%กสิกรไทยชี้มาแรงแย่งฐานผู้ชมทีวีออนไลน์
ศูนย์วิจัยกสกิกรไทยจับตา“โอทีที”มาแรงแย่งผู้ชมผ่านทีวีออนไลน์ คาดเม็ดเงินโฆษณาปีนี้โต 24% แตะ 6,200 ล้านบาท เผยผลสำรวจผู้ชมชื่นชอบถ่ายถอดสดทางออนไลน์มากขึ้น
บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์เรื่อง ผู้ให้บริการ OTT แข่งขันเผยแพร่รายการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น รับกระแสทีวีออนไลน์เป็นทางเลือกสำหรับผู้ชม โดยระบุว่า การชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความนิยม สอดคล้องกับข้อมูลที่คนไทยใช้เวลาชมคอนเทนต์บน YouTube ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มทีวีออนไลน์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉลี่ยถึง 1.9 ชั่วโมงต่อวัน และส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาผ่าน YouTube ในปี 2559 อยู่ที่ 1,526 ล้านบาทขยายตัวเกือย 2 เท่าใน 2 ปี
การชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์สามารถตอบโจทย์ผู้ชม ทั้งการเลือกชมรายการทีวีได้ตรงตามความสนใจ รวมถึงสามารถชมรายการทีวีได้ทุกที่และทุกเวลา ที่ผ่านมา ตลาดการแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์มีความคึกคักมากขึ้น ทั้งจากการเข้าสู่ตลาดของผู้ให้บริการกลุ่ม OTT รายใหม่ รวมถึงการแข่งขันจัดแพ็คเกจกระตุ้นการสมัครสมาชิกและการชมรายการทีวีออนไลน์บางประเภท
นอกจากนี้ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลส่วนใหญ่ยังรุกขยายช่องทางการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นของตนเอง รวมถึงโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดยมุ่งกระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์จากผู้ชมที่ชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น การติดตาม การแชร์รายการทีวี เป็นต้น
การกระจายการชมรายการทีวีไปสู่ผู้ชมในโลกออนไลน์ในวงกว้างมากขึ้น จะนำมาซึ่งเม็ดเงินโฆษณาจากช่องทางออนไลน์ สอดคล้องกับภาพที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประกาศเพิ่มสัดส่วนรายได้ค่าโฆษณาจากช่องทางออนไลน์ในปี 2560
ตลาดการแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์มีความคึกคักมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ให้บริการกลุ่ม OTT เข้ามาแข่งขันให้บริการแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ผู้ให้บริการกลุ่ม OTT ในไทยจึงมีความหลากหลาย และมุ่งนำเสนอรายการทีวีออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น เว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นของผู้ให้บริการเอง, YouTube, Facebook, Line TV เป็นต้น โดยมีรูปแบบการประกอบธุรกิจที่แตกต่างกันไป
[caption id="attachment_162471" align="aligncenter" width="503"]
โฆษณาผ่าน‘โอทีที’พุ่ง24%กสิกรไทยชี้มาแรงแย่งฐานผู้ชมทีวีออนไลน์[/caption]
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ผู้ให้บริการกลุ่ม OTT ที่ให้บริการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์เป็นบริการหลัก ทั้งผู้ให้บริการอิสระ ผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ให้บริการแพร่รายการทีวีโดยเฉพาะ อย่าง YouTube และผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล สามารถสร้างรายได้จากการแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ค่าสมัครสมาชิก ค่าใช้บริการจากการชมตามจริง ค่าโฆษณา เป็นต้น
ขณะที่ ผู้ให้บริการกลุ่ม OTT ที่ให้บริการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์เป็นบริการเสริมจากธุรกิจดั้งเดิม สามารถอาศัยการให้บริการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้ ทั้งผู้ประกอบการเครือข่ายโทรคมนาคม ซึ่งมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว รวมถึงผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์คทั่วไป อย่าง Facebook และ Line ซึ่งมีฐานบัญชีผู้ใช้งานจำนวนมากอยู่
“แม้คนดูทีวีผ่านออนไลน์ยังนิยมดูแบบไม่เสียเงิน แต่คาดว่า รายได้ค่าโฆษณาของผู้ให้บริการกลุ่ม OTT ในปี 2560 น่าจะอยู่ที่ 6,000-6,200 ล้านบาท เติบโต 20-24% จากในปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท”
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยสำรวจพฤติกรรมการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ ระหว่างวันที่ 1-22 พฤษภาคม 2560พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 64% ชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ ในขณะที่ 36% ไม่ได้ชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์
กลุ่มตัวอย่างที่ชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ส่วนใหญ่ 49% ระบุว่า การถ่ายทอดสดรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ (Live) มีผลให้เปลี่ยนพฤติกรรมการดูรายการทีวี จากการดูผ่านโทรทัศน์เป็นหลัก มาสู่การดูผ่านช่องทางออนไลน์ บ้างในบางครั้ง เฉพาะในช่วงที่ไม่มีเวลา หรือไม่สะดวกชมรายการทางโทรทัศน์
รวมถึงกลุ่มตัวอย่างที่ชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ส่วนใหญ่ 55% ระบุว่า การแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยไม่แพร่ภาพผ่านโทรทัศน์ มีผลให้เปลี่ยนพฤติกรรมการดูรายการทีวี จากการดูผ่านโทรทัศน์เป็นหลัก มาสู่การดูผ่านช่องทางออนไลน์ บ้างในบางครั้ง เฉพาะรายการที่สนใจ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560
บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์เรื่อง ผู้ให้บริการ OTT แข่งขันเผยแพร่รายการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น รับกระแสทีวีออนไลน์เป็นทางเลือกสำหรับผู้ชม โดยระบุว่า การชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความนิยม สอดคล้องกับข้อมูลที่คนไทยใช้เวลาชมคอนเทนต์บน YouTube ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มทีวีออนไลน์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉลี่ยถึง 1.9 ชั่วโมงต่อวัน และส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาผ่าน YouTube ในปี 2559 อยู่ที่ 1,526 ล้านบาทขยายตัวเกือย 2 เท่าใน 2 ปี
นอกจากนี้ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลส่วนใหญ่ยังรุกขยายช่องทางการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นของตนเอง รวมถึงโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดยมุ่งกระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์จากผู้ชมที่ชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น การติดตาม การแชร์รายการทีวี เป็นต้น
การกระจายการชมรายการทีวีไปสู่ผู้ชมในโลกออนไลน์ในวงกว้างมากขึ้น จะนำมาซึ่งเม็ดเงินโฆษณาจากช่องทางออนไลน์ สอดคล้องกับภาพที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประกาศเพิ่มสัดส่วนรายได้ค่าโฆษณาจากช่องทางออนไลน์ในปี 2560
ตลาดการแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์มีความคึกคักมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ให้บริการกลุ่ม OTT เข้ามาแข่งขันให้บริการแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ผู้ให้บริการกลุ่ม OTT ในไทยจึงมีความหลากหลาย และมุ่งนำเสนอรายการทีวีออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น เว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นของผู้ให้บริการเอง, YouTube, Facebook, Line TV เป็นต้น โดยมีรูปแบบการประกอบธุรกิจที่แตกต่างกันไป
[caption id="attachment_162471" align="aligncenter" width="503"]
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ผู้ให้บริการกลุ่ม OTT ที่ให้บริการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์เป็นบริการหลัก ทั้งผู้ให้บริการอิสระ ผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ให้บริการแพร่รายการทีวีโดยเฉพาะ อย่าง YouTube และผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล สามารถสร้างรายได้จากการแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ค่าสมัครสมาชิก ค่าใช้บริการจากการชมตามจริง ค่าโฆษณา เป็นต้น
ขณะที่ ผู้ให้บริการกลุ่ม OTT ที่ให้บริการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์เป็นบริการเสริมจากธุรกิจดั้งเดิม สามารถอาศัยการให้บริการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้ ทั้งผู้ประกอบการเครือข่ายโทรคมนาคม ซึ่งมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว รวมถึงผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์คทั่วไป อย่าง Facebook และ Line ซึ่งมีฐานบัญชีผู้ใช้งานจำนวนมากอยู่
“แม้คนดูทีวีผ่านออนไลน์ยังนิยมดูแบบไม่เสียเงิน แต่คาดว่า รายได้ค่าโฆษณาของผู้ให้บริการกลุ่ม OTT ในปี 2560 น่าจะอยู่ที่ 6,000-6,200 ล้านบาท เติบโต 20-24% จากในปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท”
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยสำรวจพฤติกรรมการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ ระหว่างวันที่ 1-22 พฤษภาคม 2560พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 64% ชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ ในขณะที่ 36% ไม่ได้ชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์
กลุ่มตัวอย่างที่ชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ส่วนใหญ่ 49% ระบุว่า การถ่ายทอดสดรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ (Live) มีผลให้เปลี่ยนพฤติกรรมการดูรายการทีวี จากการดูผ่านโทรทัศน์เป็นหลัก มาสู่การดูผ่านช่องทางออนไลน์ บ้างในบางครั้ง เฉพาะในช่วงที่ไม่มีเวลา หรือไม่สะดวกชมรายการทางโทรทัศน์
รวมถึงกลุ่มตัวอย่างที่ชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ส่วนใหญ่ 55% ระบุว่า การแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยไม่แพร่ภาพผ่านโทรทัศน์ มีผลให้เปลี่ยนพฤติกรรมการดูรายการทีวี จากการดูผ่านโทรทัศน์เป็นหลัก มาสู่การดูผ่านช่องทางออนไลน์ บ้างในบางครั้ง เฉพาะรายการที่สนใจ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560










