

โลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ "ภาวะโลกรวน" หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ Climate Change ที่รุนแรงและเกิดผลกระทบมากมาย สภาพการณ์ของโลกจะเลวร้ายลง ถ้าไม่สามารถรักษาอุณหภูมิพื้นผิวโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม ภัยแล้ง ความแปรปรวน ภัยพิบัติก็จะเกิดขึ้น สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือลดก๊าซเรือนกระจกลงถึง 45% ภายในปี 2030 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2050
เพื่อให้เห็นภาพหากอุณหภูมิโลกสูงขึ้นอีก 2 องศาเซลเซียส ฝนจะตกหนักขึ้น ซึ่งมีความสัมพันธ์กับพายุไซโคลนเขตร้อนของขั้วโลกเหนือ ปะการังใต้ทะเลล้มตาย อัตราสูญพันธุ์ของแมลงจะอยู่ที่ร้อยละ 18 แต่หากอุณหภูมิต่ำลงมาอยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ทุกอย่างก็น่าจะอยู่รอดได้
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจนับ 10 เท่าของตัวเลขที่เคยประมาณการไว้ การศึกษาล่าสุดโดยมหาวิทยาลัย Stanford และ Berkeley สรุปว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือ GDP ของโลกลดลงร้อยละ 23 ภายในสิ้นศตวรรษนี้
ขณะที่รายงาน World Economic Forum 2020 เปิดเผยว่าในปี 2018 เศรษฐกิจของโลกได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติรวมกว่า 1.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปลายปีที่ผ่านมา องค์กรการกุศล Christian Aid ได้รวบรวม 10 อันดับภัยพิบัติจากภาวะโลกรวน ที่สร้างมูลค่าความเสียหายทางการเงินมากที่สุดในปี 2022 แต่ละเหตุการณ์มีมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
Carbon Brief คาดการณ์ว่าอุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยทั่วโลกในปี 2023 มีแนวโน้มที่จะอุ่นขึ้นเล็กน้อยกว่าปี 2022 แต่ไม่น่าจะสร้างสถิติใหม่เนื่องจากสภาวะลานีญาที่ยังคงอยู่ในช่วงครึ่งแรกของปี
เป้าหมาย 1.5 องศา ก่อนโลกลุกเป็นไฟ
อุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เป็นประเด็นที่ท้าทาย ในการประชุม COP27 เน้นย้ำการทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้เมื่อ COP26 ต้องระดมเงินทุน 1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี สนับสนุนประเทศยากจนในการปรับตัวและเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และเพิ่มกองทุนเพื่อการปรับตัวเป็นสองเท่าภายในปี 2568
เน้นย้ำเป้าหมายลดการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินและเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นต้นตอของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาแต่ละปี แต่ไม่ได้เรียกร้องให้หยุดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
เน้นย้ำถึงความพยายามเป้าหมายการรักษาอุณหภูมิทั่วโลกตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ไม่ให้สูงขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบยุคอุตสาหกรรม และพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ภายในปี 2643
ตั้งข้อตกลงที่เรียกร้องให้เงินทุนที่ชดเชยมาจากแหล่งกองทุนที่มีอยู่อย่างหลากหลาย รวมถึงสถาบันการเงิน แทนที่จะพึ่งพาประเทศที่ร่ำรวยเท่านั้น คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะก่อตั้งกองทุนสำเร็จ
ขณะที่ ผู้นำ G-20 บรรลุความตกลงโลกร้อน จำกัดระดับอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงการไปสู่หายนะทางสภาพภูมิอากาศ เเละเห็นชอบขึ้นภาษีบริษัทยักษ์ใหญ่ขั้นต่ำ 15%
ข่าวที่เกี่ยวข้อง