

KEY
POINTS
สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมาตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ได้ส่งผลต่อภาวะค่าครองชีพของประชาชนเป็นวงกว้าง จากราคานํ้ามันนํ้ามันที่ปรับตัวสูงขึ้นไปมาก แม้ว่าภาครัฐจะมีกลไกในการสร้างเสถียรราคานํ้ามัน โดยการนำเงินจากองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงมาใช้อุดหนุน เพื่อไม่ให้ประชาชนแบกรับภาระตามราคานํ้ามันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นไปก็ตาม
แต่วันนี้มีคำถามว่ากองทุนนํ้ามันฯหรือรัฐบาล จะสามารถแบกรับภาระหรือช่วยพยุงค่าครองชีพของประชาชนได้นานและระดับไหน เมื่อกองทุนนํ้ามันฯ มีฐานะติดลบพุ่งไปกว่า 101,681 ล้านบาท โดยมีหนี้สินรวมพุ่งขึ้นสูงถึง 137,831 ล้านบาท แซงหน้าสินทรัพย์รวมที่มีอยู่จำกัดเพียง 36,150 ล้านบาท เกิดภาระเจ้าหนี้เงินชดเชยราคาเชื้อเพลิงรวม 76,077 ล้านบาท (แยกเป็นเจ้าหนี้เงินชดเชยนํ้ามันประเภทต่าง ๆ สูงถึง 64,797 ล้านบาท เจ้าหนี้ชดเชยราคาก๊าซ LPG 11,274 ล้านบาท และเจ้าหนี้ตามมาตรการปรับลดราคาขายปลีกอีก 6 ล้านบาท)
ควบคู่ไปกับภาระเจ้าหนี้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินที่ดึงมาเสริมสภาพคล่องรวมอีก 37,636 ล้านบาท (แบ่งเป็นบัญชีนํ้ามัน 30,214 ล้านบาท และบัญชี LPG 7,422 ล้านบาท) และเจ้าหนี้เงินงบบริหารและสนับสนุนโครงการอีก 140 ล้านบาท เมื่อหักลบกลบหนี้กับสินทรัพย์รวมที่มีอยู่จำกัดเพียง 36,150 ล้านบาทแล้ว ส่งผลให้บัญชีนํ้ามันมีฐานะสุทธิติดลบ 60,821 ล้านบาท และบัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 40,860 ล้านบาท
ขณะที่ราคานํ้ามันดิบดูไบพุ่งสูงถึง 103.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคา LPG ตลาดโลกที่ขยับขึ้นไปแตะ 705 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่งผลให้มีเงินไหลออกจากกองทุนนํ้ามันฯ 242 ล้านบาทต่อวัน หรือประมาณ 7,260 ล้านบาทต่อเดือน สร้างภาระอันหนักอึงให้กับกองทุนนํ้ามันฯ ว่าจะหาทางออกในการสร้างเสถียรภาพราคานํ้ามันไม่ให้กระทบกับค่าครองชีพของประชาชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างไร
การจะนำมาตรการภาษีมาใช้ โดยการลดภาษีสรรพสามิต ก็เป็นเรื่องยาก เพราะรัฐบาลจะขาดรายได้ การจะกู้เงินมาช่วยเสริมสภาพคล่องในการอุดหนุนราคานํ้ามัน จะยิ่งสร้างภาระเพิ่มเติมให้กับฐานะกองทุนนํ้ามันฯอีก การแก้ปัญหาในเวลานี้จึงจับจ้องไปที่การตัดสินใจของรัฐบาลว่า จะมีมาตรการอะไรออกมา โดยเฉพาะมาตรการบีบลดราคา ณ โรงกลั่นเป็น ครั้งที่ 5 หรือไม่ หลังจากที่กระสุนเงินกู้รอบใหม่วงเงิน 20,000 ล้านบาท ได้ถูกนำออกมาใช้พยุงสภาพคล่องจนหมดเกลี้ยงแล้ว
ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้มาตรการบีบลดราคา ณ โรงกลั่นไปแล้วถึง 4 ครั้ง โดยแต่ละครั้งขึ้นบนฐานของค่าการกลั่น (GRM) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยใน ครั้งที่ 1 ช่วงวันที่ 24 เมษายน-9 พฤษภาคม รัฐบาลสั่งหั่นราคาโรงกลั่นดีเซลลง 5 บาทต่อลิตร ในขณะที่ค่าการกลั่นเฉลี่ยเดือนเมษายนพุ่งทะยานไปสูงถึง 11.80 บาทต่อลิตร ต่อมาใน ครั้งที่ 2 ช่วงวันที่ 10-19 พฤษภาคม รัฐบาลได้ปรับสัดส่วนการลดราคา ณ โรงกลั่นเหลือ 3 บาทต่อลิตร สอดรับกับค่าการกลั่นในเดือนพฤษภาคมที่ย่อตัวลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ 6.13 บาทต่อลิตร
จากนั้นใน ครั้งที่ 3 ช่วงวันที่ 24 กรกฎาคม-15 สิงหาคม รัฐบาลได้ดึงเอาประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาช่วยปรับลดราคา ณ โรงกลั่นได้อีก 2.40 บาทต่อลิตร ในช่วงที่ค่าการกลั่นเดือนกรกฎาคมดีดกลับขึ้นมาสูงเฉลี่ย 7.57 บาทต่อลิตร และขยับขึ้นต่อเนื่องในเดือนสิงหาคมที่ 7.80 บาทต่อลิตร ก่อนจะตามมาด้วยมาตรการ ครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นการหั่นราคาโรงกลั่นนํ้ามันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มเป็น 4 บาทต่อลิตร ท่ามกลางค่าการกลั่นเดือนกันยายนที่ยังทรงตัวสูงในระดับ 6.99 บาทต่อลิตร ซึ่งมาตรการระลอกที่ 4 นี้กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ตุลาคม 2569
ดังนั้น การบีบลดราคา ณ โรงกลั่นเป็น ครั้งที่ 5 นั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงมาก และอาจเกิดขึ้นในอัตราที่เข้มข้นกว่าเดิม เนื่องจากสถานการณ์ในช่วงครึ่งแรกของเดือนตุลาคม (วันที่ 1-15 ตุลาคม 2569) ค่าการกลั่นเฉลี่ยดีดพุ่งสูงที่ 8.17 บาทต่อลิตร ถือเป็นระดับสถิติที่สูงรองจากช่วงเดือนเมษายนเท่านั้น ซึ่งมาตรการนี้ถือเป็นทางออกระยะสั้นที่เร็ว และตรงจุดในการลดต้นทุนเนื้อนํ้ามัน โดยไม่ต้องโยนภาระหนี้สินก้อนใหม่ไปให้กระทรวงการคลังคํ้าประกันเงินกู้เพิ่มเติม หรือสั่งลดภาษีสรรพสามิตจนกระทบรายได้จัดเก็บของแผ่นดิน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง