

KEY
POINTS
ธนาคารโลกเปิดเผยผลดำเนินงานด้านการเงินเพื่อภูมิอากาศในปีงบประมาณล่าสุด อนุมัติเงินทุนจากงบดุล 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ และระดมทุนภาคเอกชนได้อีก 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ รวม 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมชี้ว่าการลงทุนเพื่อปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจนถึงปี 2593 อาจสร้างงานใหม่หรือช่วยรักษาตำแหน่งงานเดิมทั่วโลกได้ถึง 150 ล้านตำแหน่ง
งานเสวนา Organized by Thailand: Financing a Resilient Green Economy เวทีเสวนาที่จัดโดยกระทรวงการคลัง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต ในงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569
Anshula Kant กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ของกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาอย่างธนาคารโลกมีบทบาทสำคัญ 2 ด้านในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสร้างความยืดหยุ่นทางการคลัง ได้แก่ การใช้เงินทุนสาธารณะและการระดมทุนจากภาคเอกชน
เพื่อปล่อยกู้และสนับสนุนโครงการพลังงานสะอาด ตลอดจนโครงการสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้ความสำคัญกับความต้องการและแนวทางที่ประเทศผู้กู้กำหนดเอง
ส่วนด้านที่สอง ธนาคารโลกมุ่งเพิ่มการลงทุนจากภาคเอกชน ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบ การใช้เครื่องมือค้ำประกันสินเชื่อ (Credit Guarantees) และการนำเสนอโซลูชันประกันความเสี่ยง (Insurance Solutions) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโครงการ และเพิ่มโอกาสให้โครงการด้านสิ่งแวดล้อมเข้าถึงเงินทุนเอกชนได้สำเร็จ
Kant ระบุว่า การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจและการสร้างงาน ตามวิสัยทัศน์ของ Ajay Banga ประธานธนาคารโลก โดยการลงทุนเพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงปี 2593 มีศักยภาพสร้างตำแหน่งงานใหม่หรือช่วยรักษาตำแหน่งงานเดิมได้ถึง 150 ล้านตำแหน่งทั่วโลก จากการวิเคราะห์ของธนาคารโลก
นอกจากช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเพิ่มการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมแล้ว การลงทุนเพื่อสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงานและรับมือกับสภาพอากาศยังมีส่วนสนับสนุนการจ้างงาน ตลอดจนสร้างความมั่นคงและโอกาสในอนาคตให้แก่คนรุ่นใหม่
Kant เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณล่าสุด กลุ่มธนาคารโลกอนุมัติเงินทุนจากงบดุลจำนวน 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเงินเพื่อภูมิอากาศ ขณะเดียวกัน ยังสามารถระดมเงินทุนจากภาคเอกชนผ่านกลไกลดความเสี่ยงได้อีก 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่งผลให้มีเงินทุนจากทั้งสองส่วนรวมกัน 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปีเดียว สะท้อนบทบาทของธนาคารโลกในการใช้เงินทุนของสถาบันเพื่อสนับสนุนการลงทุน และช่วยดึงเงินทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่โครงการด้านภูมิอากาศ
นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านเงินทุน ธนาคารโลกยังให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี โดยใช้รายงาน Country Climate and Development Report (CCDR) ซึ่งวิเคราะห์ประเด็นสภาพภูมิอากาศควบคู่กับการพัฒนาประเทศ เพื่อเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบาย
ข้อมูลของธนาคารโลกพบว่า กรอบความร่วมมือระดับประเทศ (Country Partnership Framework: CPF) มากกว่า 80% นำข้อเสนอแนะจากรายงาน CCDR ไปใช้ประกอบการวางแผนดำเนินงานจริง โดยเป็นไปตามความสมัครใจของประเทศสมาชิก
ขณะเดียวกัน บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมภาคเอกชนในกลุ่มธนาคารโลก ได้จัดตั้ง Alliance for Green Commercial Banks เครือข่ายพันธมิตรธนาคารพาณิชย์สีเขียว ซึ่งมีธนาคารพาณิชย์ 25 แห่งใน 11 ตลาดทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และมีสินทรัพย์รวมกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
เครือข่ายดังกล่าวมุ่งส่งเสริมความร่วมมือในการกำหนดมาตรฐานการจัดหมวดหมู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านความยั่งยืน (Taxonomy) การเปิดเผยข้อมูล และการบริหารความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเงินสีเขียว
Kant ย้ำว่า การดำเนินงานของธนาคารโลกตั้งอยู่บนความต้องการและการตัดสินใจของประเทศผู้กู้เป็นหลัก โดยธนาคารโลกทำหน้าที่เป็นพันธมิตรที่สนับสนุนแนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืนของแต่ละประเทศ
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในอีก 5 ปีข้างหน้า Kant ให้ความสำคัญกับบทบาทของป่าไม้ ซึ่งมีส่วนช่วยปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างงาน และเป็นกลไกธรรมชาติในการดูดซับคาร์บอน
อย่างไรก็ตาม การปลูกป่าและการใช้ประโยชน์จากที่ดินยังเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดและการตัดสินใจของแต่ละประเทศ ธนาคารโลกจึงพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลต่าง ๆ โดยเคารพบริบทของแต่ละประเทศ เพื่อหาแนวทางที่ยั่งยืนและสร้างสมดุลระหว่างการเกษตรกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ