

KEY
POINTS
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดกลายเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศไทย ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยหลายฝ่ายกำลังจับตาว่าแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP 2026 ฉบับใหม่ จะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนมากน้อยแค่ไหน เพื่อนำพาประเทศสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่
ทั้งนี้ ในวงการพลังงานมองว่า นอกจากการส่เงสริมใช้พลังงานหมุนเวียนไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานจากก๊าซชีวภาพ จากชีวมวล อีกหนึ่งในพลังงานทดแทน ที่จะมาใช้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในแผน PDP ฉบับใหม่ ควรจะส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) บรรจุไว้ในแผนด้วย เช่นเดียวกับร่างแผน PDP2024 ฉบับรับฟังความคิดเห็นเมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมา ที่บรรจุ Geothermal เอาไว้ในแผนราว 21 เมกะวัตต์ และกำหนดเป้าหมายการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) ภายในปี 2580
นายวิศิษฎ์ คูทองกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์ที จีโอเทอร์มอล จำกัด สะท้อนถึงการเริ่มตระหนักพลังงานทางเลือกชนิดนี้ว่า โจทย์สำคัญของพลังงานความร้อนใต้พิภพไม่ได้อยู่ที่การกำหนดตัวเลขเป้าหมายปลายทางที่สวยหรูเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญที่แท้จริงคือความกล้าหาญที่จะเริ่มต้นพิสูจน์ศักยภาพความร้อนใต้ผืนดินไทยอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
Geothermal มีจุดโดดเด่นเป็นพลังงานหมุนเวียนที่มั่นคงและมีเสถียรภาพสูง หรือ Clean Firm Power แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมที่มักแปรผันผวนผันตามสภาพภูมิอากาศและมีชั่วโมงการทำงานที่จำกัดในแต่ละวัน โดย Geothermal สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนเข้าสู่ระบบได้อย่างต่อเนื่องยาวนานตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน เป็นทางออกที่สำคัญยิ่งในการรองรับความต้องการไฟฟ้าคุณภาพสูงและมีความเสถียรของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และเทคโนโลยี AI
ยิ่งไปกว่านั้น ยังชี้ชัดว่าประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นศึกษาพลังงานประเภทนี้จากศูนย์หรือนับหนึ่งใหม่ เพราะย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตนํ้ามันโลกในทศวรรษ 2510 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จัดตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นเพื่อศึกษาพัฒนาพลังงานทางเลือกต่างๆ จนกระทั่งสามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ขนาด 300 กิโลวัตต์ ได้สำเร็จตั้งแต่ปี 2532 เป็นประจักษ์พยานว่าใต้ผืนดินไทยมีแหล่งกักเก็บความร้อนที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริง
ปัจจุบันประเทศไทยมีข้อมูลดิบหรือขุมทรัพย์ทางธรณีวิทยาที่สำคัญ จากการเจาะหลุมปิโตรเลียมสะสมในรอบเกือบ 50 ปีที่ผ่านมารวมแล้วเกือบ 10,000 หลุม ข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมระบุว่ามีหลุมเจาะที่มีระดับความลึกประมาณ 3-4 กิโลเมตร บางส่วนที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 200 องศาเซลเซียส ข้อมูลดิบเหล่านี้ถือเป็น “Proof of Heat” ชั้นดี ที่เพียงพอสำหรับภาครัฐ ในการเริ่มกระบวนการสำรวจทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ ประกอบกับในปัจจุบัน เทคโนโลยี Geothermal ระดับโลกได้ก้าวหน้าไปไกลกว่าในอดีตมาก
โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีระบบส่งเสริมการผลิตความร้อนใต้พิภพ หรือ Enhanced Geothermal Systems (EGS) ซึ่งนำองค์ความรู้จากการเจาะแนวราบและเทคโนโลยีจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมมาประยุกต์ใช้ ทำให้เราสามารถดึงพลังงานความร้อนจากระดับลึกใต้ดินขึ้นมาใช้งานได้ แม้ในพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งนํ้าพุร้อนธรรมชาติปรากฏบนดินเหมือนในอดีตก็ตาม
อย่างไรก็ดี การจะผลักดันศักยภาพที่อยู่ใต้ดิน ให้แปรเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบนั้น จะต้องมีกฎหมายและกติกาที่ชัดเจน หากศึกษาบทเรียนจากความสำเร็จของพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 จะพบว่ากรอบกติกาที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องสิทธิการสำรวจ การร่วมลงทุน ระยะเวลาสัมปทาน และผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับ เป็นปัจจัยหลักในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและเทคโนโลยีชั้นสูงจากต่างชาติเข้ามาลงทุนร่วมรับความเสี่ยง
ดังนั้น รัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องสร้างกรอบกฎหมายเฉพาะที่ครอบคลุมสิทธิทรัพยากรใต้ดิน ใบอนุญาตเจาะสำรวจ ตลอดจนแนวทางการสูบนํ้าร้อนกลับคืนสู่ชั้นใต้ดิน (Reinjection) เพื่อความปลอดภัยเชิงสิ่งแวดล้อมและสร้างความมั่นใจสูงสุดแก่นักลงทุน
จากคอลัมน์ Circular Economy ชีวิตดีเริ่มที่เรา โดย : กรีนเดย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง