
กูรู ชี้เป้า EEC นำร่องศึกษาศักยภาพ geothermal รับดาต้าเซ็นเตอร์
กูรูเสนอใช้ EEC เป็นสนามทดลองแรก เดินหน้าสำรวจศักยภาพ Geothermal หวังต่อยอด Pilot Project รองรับ Data Center–AI ชี้ PDP2026 ไม่จำเป็นต้องรีบกำหนดเป้าหมายกี่เมกะวัตต์ แต่ควรเริ่มจากการพิสูจน์ว่า Geothermal ไทย “มีแค่ไหน ใช้ได้แค่ไหน และคุ้มค่าหรือไม่”
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นพื้นที่นำร่องศึกษาศักยภาพพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่สูงและมีเสถียรภาพของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์
- พลังงานความร้อนใต้พิภพเป็นพลังงานหมุนเวียนที่มั่นคง (Clean Firm Power) สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการไฟฟ้าคุณภาพสูง
- EEC มีข้อได้เปรียบเนื่องจากมีข้อมูลใต้ดินเดิมจากการสำรวจปิโตรเลียมและมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่พร้อมอยู่แล้ว ช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงในการเริ่มต้นสำรวจ
ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ฉบับใหม่ที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์ ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และรองรับเป้าหมาย Net Zero จึงต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดมากขึ้น
นายวิศิษฎ์ คูทองกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์ที จีโอเทอร์มอล จำกัด ให้ความเห็นว่า พลังงานความร้อนใต้พิภพ(Geothermal) ซึ่งมีคุณสมบัติตรงกับความต้องการของระบบไฟฟ้าในอนาคต เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 7วัน
Geothermal ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศเหมือนพลังงานแสงอาทิตย์และลม สามารถทำหน้าที่เป็นพลังงานหมุนเวียนที่มีความมั่นคง หรือ Clean Firm Power เสริมเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้า ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และรองรับความต้องการไฟฟ้าคุณภาพสูงจาก Data Center, AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ชี้เป้า EEC พื้นที่นำร่อง
นายวิศิษฎ์เปิดเผยว่า หากประเทศไทยต้องการเริ่มพิสูจน์ศักยภาพพลังงานความร้อนใต้พิภพ หรือ Geothermal อย่างจริงจัง พื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ควรเป็นหนึ่งในพื้นที่แรกที่ได้รับการศึกษา
เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่กำลังเผชิญกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center, AI และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งล้วนต้องการไฟฟ้าที่มี 3 คุณสมบัติสำคัญพร้อมกัน คือ สะอาด เสถียร และสามารถจ่ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง
แม้พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ Solar และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS (Battery Energy Storage System) จะมีบทบาทสำคัญต่อระบบไฟฟ้าไทยในอนาคต แต่หากประเทศไทยเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนขึ้นอย่างมาก ระบบไฟฟ้าก็จำเป็นต้องมีแหล่งพลังงานสะอาดที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องเข้ามาช่วยเสริมความมั่นคงของระบบ และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะ LNG ในระยะยาว
“Geothermal มีจุดที่น่าสนใจ เพราะเป็นพลังงานหมุนเวียนที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพยากรในพื้นที่มีศักยภาพเพียงพอ สามารถเข้ามาเติมเต็มช่องว่างระหว่าง Renewable Energy ที่ผลิตไฟฟ้าได้ตามสภาพอากาศ กับความต้องการไฟฟ้าที่ต้องมีตลอด 24 ชั่วโมง” นายวิศิษฎ์กล่าว
EEC ได้เปรียบ มีข้อมูลเดิม ลดต้นทุนเริ่มต้น
นายวิศิษฎ์ กล่าวว่า อีกข้อได้เปรียบของ EEC คือเป็นพื้นที่ที่มีข้อมูลใต้ดินอยู่จำนวนหนึ่งจากการสำรวจและดำเนินงานด้านปิโตรเลียม งานธรณีวิทยา รวมถึงมีหลุมเจาะเดิมและข้อมูลชั้นหินบางส่วน ซึ่งสามารถนำมาประกอบการประเมินศักยภาพ Geothermal ได้
นอกจากนี้ EEC ยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ระบบไฟฟ้า และฐานอุตสาหกรรมที่พร้อมอยู่แล้ว จึงมีโอกาสช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงในการเริ่มต้นสำรวจ เมื่อเทียบกับการเข้าไปพัฒนาพื้นที่ใหม่ทั้งหมดจากศูนย์
สำหรับแนวทางการศึกษา นายวิศิษฎ์เสนอว่า EEC สามารถเริ่มจากการทำ EEC Geothermal Resource Assessment หรือการประเมินศักยภาพทรัพยากรพลังงานความร้อนใต้พิภพในพื้นที่ EEC ก่อน เพื่อรวบรวมข้อมูลทางธรณีวิทยา ธรณีฟิสิกส์ และข้อมูลใต้ดินที่มีอยู่ มาประเมินพื้นที่เป้าหมายสำหรับการสำรวจเชิงลึก
จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอน Slimhole Exploration หรือการเจาะสำรวจหลุมขนาดเล็ก เพื่อเก็บข้อมูลจากใต้พื้นดินจริง ทั้งอุณหภูมิ ชั้นหิน และลักษณะของแหล่งกักเก็บความร้อนใต้พิภพ ก่อนเข้าสู่การทดสอบ Flow Test
การทำ Flow Test จะช่วยตรวจสอบองค์ประกอบสำคัญของแหล่งทรัพยากร เช่น อัตราการไหล (Flow Rate) อุณหภูมิ และแรงดัน รวมถึงคุณสมบัติของของไหลจากใต้ดิน เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประเมินต่อว่า หากพัฒนาเป็นโรงไฟฟ้าแล้ว จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณเท่าใด และมีความเหมาะสมในเชิงเทคนิคและเศรษฐศาสตร์หรือไม่
หากผลการประเมินมีศักยภาพเพียงพอ จึงสามารถต่อยอดไปสู่ Pilot Project หรือโครงการนำร่อง เพื่อพิสูจน์การใช้งานจริงก่อนขยายไปสู่โครงการเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่
ไม่คุ้มก็หยุด แต่ถ้าคุ้มคือแหล่งพลังงานใหม่
นายวิศิษฎ์ กล่าวว่า จุดสำคัญของแนวทางดังกล่าวคือประเทศไทยไม่จำเป็นต้องตัดสินใจลงทุนโครงการขนาดใหญ่ตั้งแต่ต้น หากผลการสำรวจพบว่าทรัพยากรมีไม่เพียงพอ หรือไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยก็จะได้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน และสามารถยุติการพัฒนาได้โดยไม่ต้องลงทุนต่อเนื่องในโครงการที่ไม่มีศักยภาพ
หากผลการสำรวจสามารถพิสูจน์ได้ว่าแหล่ง Geothermal สามารถผลิตพลังงานได้จริง ก็จะเป็นการเปิดทางให้ประเทศไทยมีแหล่ง Firm Renewable Energy หรือพลังงานหมุนเวียนที่สามารถจ่ายพลังงานได้อย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งทางเลือก
PDP2026 ต้องกล้าพิสูจน์
นายวิศิษฎ์ กล่าวว่า สำหรับ PDP2026 ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการกำหนดว่า ประเทศไทยต้องมี Geothermal กี่เมกะวัตต์ เพราะในวันนี้ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะตอบคำถามดังกล่าวอย่างแม่นยำ
สิ่งที่ควรทำก่อนคือการเปิดทางให้เกิดการสำรวจและพิสูจน์ศักยภาพอย่างเป็นระบบ
ที่ผ่านมาการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเลียมไทยสะท้อนให้เห็นว่า ทรัพยากรใต้ดินไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพียงเพราะประเทศรู้ว่ามีทรัพยากรอยู่ แต่เกิดจากการกล้าลงทุนสำรวจอย่างเป็นระบบ มีการบริหารความเสี่ยง และมีกฎหมายและกติกาที่ทำให้นักลงทุนสามารถเข้ามารับความเสี่ยงร่วมกับประเทศได้
“ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยเปลี่ยนข้อมูลที่อยู่ใต้พื้นดินให้กลายเป็นก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติก็ทำหน้าที่เป็น Backbone ของเศรษฐกิจไทยมาหลายทศวรรษ วันนี้ PDP2026 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทำสิ่งเดียวกันอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เรากำลังมองหาแหล่งพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่” นายวิศิษฎ์กล่าว
ดังนั้น EEC Geothermal Resource Assessment จึงอาจไม่ใช่เพียงโครงการสำรวจแหล่งพลังงานใต้พิภพ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างฐานข้อมูลเพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ของการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ






