thansettakij
thansettakij
ผู้เชี่ยวชาญชง Geothermal เข้า PDP2026 พิสูจน์ความร้อนใต้ดินไทยผลิตไฟฟ้าสะอาด 24/7

ผู้เชี่ยวชาญชง Geothermal เข้า PDP2026 พิสูจน์ความร้อนใต้ดินไทยผลิตไฟฟ้าสะอาด 24/7

20 ส.ค. 69 | 03:50 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ส.ค. 69 | 04:01 น.

ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้บรรจุพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP2026) เพื่อพิสูจน์ศักยภาพในการเป็นแหล่งไฟฟ้าสะอาดที่ผลิตได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง

KEY

POINTS

  • เสนอให้บรรจุพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP2026) เพื่อพิสูจน์ศักยภาพในการเป็นแหล่งไฟฟ้าสะอาดที่ผลิตได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง
  • พลังงานความร้อนใต้พิภพมีจุดเด่นคือเป็นพลังงานหมุนเวียนที่มีเสถียรภาพ (Clean Firm Power) ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ สามารถช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
  • ประเทศไทยมีข้อมูลที่ชี้ถึงศักยภาพ (Proof of Heat) จากหลุมปิโตรเลียมเกือบ 10,000 หลุม และลักษณะทางธรณีวิทยาที่เอื้ออำนวย ซึ่งเพียงพอต่อการเริ่มต้นสำรวจอย่างเป็นระบบ
  • ข้อเสนอแนะสำคัญคือการสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนเพื่อดึงดูดการลงทุน และจัดตั้งโครงการพิสูจน์ศักยภาพระดับชาติ แทนการกำหนดเป้าหมายกำลังการผลิตในทันที

นายวิศิษฎ์ คูทองกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์ที จีโอเทอร์มอล จำกัด เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจ ว่า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP2026 ไม่ควรวางอยู่บนฐานของพลังงานที่ประเทศไทยมีและพิสูจน์แล้วในวันนี้เท่านั้น แต่ควรเปิดพื้นที่ให้มีการพิสูจน์พลังงานแห่งอนาคตที่อาจซ่อนอยู่ใต้พื้นดินของประเทศ โดยเฉพาะ Geothermal หรือพลังงานความร้อนใต้พิภพ ซึ่งมีคุณสมบัติตรงกับความต้องการของระบบไฟฟ้าในอนาคต

จุดเด่นของ Geothermal คือสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 7วัน ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศเหมือนพลังงานแสงอาทิตย์และลม จึงสามารถทำหน้าที่เป็นพลังงานหมุนเวียนที่มีความมั่นคง หรือ Clean Firm Power ช่วยเสริมเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้า ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และรองรับความต้องการไฟฟ้าคุณภาพสูงจาก Data Center, AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์

นายวิศิษฎ์ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ในการศึกษา Geothermal เพราะในอดีตประเทศไทยเคยเผชิญวิกฤตน้ำมันโลกช่วงปี 2516–2517 และ 2522–2523 ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ในเวลานั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ได้จัดตั้ง “กองพลังงานพิเศษ” เพื่อศึกษาศักยภาพพลังงานภายในประเทศ ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานความร้อนใต้พิภพ ซึ่งได้นำไปสู่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ขนาด 300 กิโลวัตต์ ในปี 2532 ถือเป็นหลักฐานสำคัญว่า ประเทศไทยสามารถผลิตไฟฟ้าจากความร้อนใต้พื้นดินของตัวเองได้จริง

เกือบ 50 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยี Geothermal ก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะองค์ความรู้จากอุตสาหกรรม Shale Oil & Gas ทั้งการเจาะแนวนอนและ Hydraulic Fracturing ที่กำลังถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนา Enhanced Geothermal Systems หรือ EGS

เทคโนโลยี EGS มีความสำคัญ เพราะช่วยขยายขอบเขตการพัฒนา Geothermal ออกจากพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำร้อนหรืออยู่ใกล้เขตภูเขาไฟ ทำให้สามารถนำความร้อนจากใต้ดินมาใช้ในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางธรณีวิทยาได้มากขึ้น

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Fervo Energy ในสหรัฐฯ ซึ่งพัฒนา EGS ที่ Project Red ในรัฐเนวาดา ก่อนขยายโครงการ Cape Station ในรัฐยูทาห์ โดยโครงการดังกล่าวกำลังพัฒนากำลังผลิต 500 เมกะวัตต์ และมีการรายงานศักยภาพของพื้นที่สูงถึง 4.3 กิกะวัตต์

ไทยมี “Proof of Heat” แต่ต้องพิสูจน์ต่อ

นายวิศิษฎ์ ระบุว่าเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเจาะหลุมปิโตรเลียมสะสมเกือบ 10,000 หลุม โดยส่วนใหญ่อยู่ในอ่าวไทย ขณะที่หลุมที่มีความลึกประมาณ 3–4 กิโลเมตรบางส่วนพบอุณหภูมิสูงกว่า 200 องศาเซลเซียส

ประกอบกับประเทศไทยมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่น่าสนใจ ทั้ง Rifted Basins แนวหินแกรนิตจากภาคเหนือลงสู่คาบสมุทรและอ่าวไทย ตลอดจนแนวรอยเลื่อนขนาดใหญ่ที่อาจทำหน้าที่เป็นช่องทางนำความร้อนจากระดับลึกขึ้นมา นอกจากนี้ ข้อมูลจากหลุมบนบกในพื้นที่กำแพงแสน ทวีวัฒนา รวมถึงหลุมน้ำบาดาลที่มีความลึกประมาณ 1 กิโลเมตรในจังหวัดสมุทรสาคร ยังเป็นข้อมูลที่ควรนำมาศึกษาต่อ

อย่างไรก็ตาม นายวิศิษฎ์ย้ำว่า ข้อมูลเหล่านี้ ยังไม่ใช่ “แหล่งสำรองที่พิสูจน์แล้ว” แต่ถือเป็น “Proof of Heat” ที่เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นกระบวนการสำรวจอย่างเป็นระบบ

จากกติกาปิโตรเลียม สู่กติกา Geothermal

อีกประเด็นสำคัญคือการพัฒนา Geothermal ไม่สามารถพึ่งพาเพียงเทคโนโลยีและข้อมูลทางธรณีวิทยา แต่ต้องมีกฎหมายและระบบกำกับดูแลที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน

นายวิศิษฎ์ ยกบทเรียนจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมไทย ซึ่งมีพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่กำหนดสิทธิในการสำรวจและผลิต ระบบสัมปทาน ระยะเวลา ภาระผูกพัน การร่วมลงทุน การกำกับดูแล และผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับ

ความชัดเจนดังกล่าวช่วยให้บริษัทต่างชาติสามารถนำเงินทุน เทคโนโลยี บุคลากร และความสามารถในการรับความเสี่ยงเข้ามาร่วมสำรวจประเทศไทย ขณะที่รัฐได้รับทั้งข้อมูล องค์ความรู้ บุคลากร รายได้ และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งกลายเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเลียมไทยในเวลาต่อมา

ธรณีวิทยาบอกเราว่าทรัพยากรอาจอยู่ที่ไหน แต่กฎหมายที่ชัดเจนทำให้นักลงทุนกล้าลงมือค้นหา

สำหรับ Geothermal แม้ไม่จำเป็นต้องนำกฎหมายปิโตรเลียมมาใช้ทั้งหมด แต่ควรมีกรอบกติกาที่ชัดเจนในประเด็นสำคัญ ได้แก่ สิทธิในทรัพยากรใต้ดิน ใบอนุญาตสำรวจและเจาะ การเข้าถึงพื้นที่ การสูบกลับหรือ Reinjection การใช้และเปิดเผยข้อมูล การเฝ้าระวังแผ่นดินไหว ตลอดจนการรื้อถอนโครงการเมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน

ที่สำคัญควรมีกลไกแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและเอกชน เพราะความเสี่ยงในช่วงแรกของการสำรวจ Geothermal อยู่ที่การเจาะเพื่อพิสูจน์ว่ามีทรัพยากรที่สามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์หรือไม่

ข้อเสนอสำคัญต่อ PDP2026 ไม่ใช่การกำหนดเป้าหมาย Geothermal หลายพันเมกะวัตต์ในทันที แต่ควรบรรจุ Geothermal เป็นหนึ่งใน Clean Firm Power Technology Track พร้อมจัดตั้ง National Geothermal Proof Program เพื่อทำหน้าที่พิสูจน์ศักยภาพของประเทศอย่างเป็นระบบ

แนวทางสำคัญประกอบด้วย การจัดทำแผนที่ทรัพยากร Geothermal ระดับชาติ การเปิดใช้ข้อมูลจากหลุมปิโตรเลียมและน้ำบาดาลที่มีอยู่ การเจาะหลุมสำรวจลึก และการพัฒนาโครงการนำร่องในรูปแบบ Stage Gate

หลักคิดคือ “พิสูจน์ก่อน ขยายเมื่อข้อมูลยืนยัน” และ “สร้างกติกาก่อน แล้วเงินทุนและเทคโนโลยีจะตามมา”

PDP2026 ไม่จำเป็นต้องรีบกำหนดว่าไทยต้องมี Geothermal กี่เมกะวัตต์ แต่ควรเริ่มจากการพิสูจน์ศักยภาพก่อน เพราะบทเรียนจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมไทยสะท้อนว่า ทรัพยากรใต้ดินไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพียงเพราะประเทศรู้ว่ามีทรัพยากรอยู่ แต่เกิดจากการกล้าลงทุนสำรวจอย่างเป็นระบบ และมีกฎหมายที่ทำให้นักลงทุนพร้อมรับความเสี่ยงไปพร้อมกับประเทศ

จากที่ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยเปลี่ยนข้อมูลใต้พื้นดินให้กลายเป็นก๊าซธรรมชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็น Backbone ของเศรษฐกิจไทยมาหลายทศวรรษ วันนี้ PDP2026 จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทำสิ่งเดียวกันอีกครั้ง