thansettakij
thansettakij
ลุยยกระดับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว

ลุยยกระดับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว

10 ส.ค. 69 | 07:09 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ส.ค. 69 | 07:09 น.

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวกำลังเร่งปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไทยจึงต้องยกเครื่องระบบจัดการ E-Waste ดัน EPR แบ่งความรับผิดชอบรัฐ-เอกชน-ท้องถิ่น ก่อนปัญหาสิ่งแวดล้อมกลายเป็นต้นทุนใหม่ของประเทศ

KEY

POINTS

  • การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและโซลาร์เซลล์ ส่งผลให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหม่ของไทย
  • ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรับภาระจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ขาดแคลนงบประมาณ เทคโนโลยี และบุคลากรจากส่วนกลาง ซึ่งสะท้อนปัญหา "กระจายงานแต่ไม่กระจายงบ"
  • เสนอให้ไทยนำหลักการความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) มาใช้ เพื่อให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและรีไซเคิล เหมือนในญี่ปุ่นและจีน
  • รัฐบาลควรเชื่อมโยงนโยบายพลังงานสีเขียวกับการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณและเสริมศักยภาพให้ท้องถิ่นสามารถจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวกลายเป็นวาระแห่งชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ ระบบกักเก็บพลังงาน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนตํ่า รวมถึงลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

พลังงานสีเขียวโต E-Waste พุ่ง โจทย์ใหม่ที่ไทยต้องรับมือ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่มักถูกละเลยคือการเพิ่มขึ้นของ “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” ซึ่งเป็นผลพวงโดยตรงของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน แผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งาน อินเวอร์เตอร์ สายไฟ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาล กำลังจะกลายเป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหม่ หากประเทศไทยไม่มีระบบรองรับที่มีประสิทธิภาพ

กระจายงานแต่ไม่กระจายงบ ท้องถิ่นแบกภาระ E-Waste

ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของการจัดสรรอำนาจ หน้าที่ และทรัพยากรระหว่างรัฐบาลส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น ปัจจุบันท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด รับผิดชอบการจัดเก็บและบริหารจัดการขยะในชีวิตประจำวัน แต่กลับไม่มีทั้งงบประมาณ เทคโนโลยี และบุคลากรเพียงพอสำหรับจัดการขยะอันตรายประเภทใหม่ที่มีความซับซ้อนสูง โดยเฉพาะแบตเตอรี่จากรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีสารเคมีอันตราย

ลุยยกระดับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว

สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการกระจายอำนาจในประเทศไทยที่มัก “กระจายงาน แต่ไม่กระจายงบประมาณ” ส่งผลให้ภารกิจใหม่ถูกผลักลงสู่ท้องถิ่นโดยไม่มีเครื่องมือที่เพียงพอรองรับ จนท้ายที่สุดภาระกลับตกอยู่กับประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

ญี่ปุ่น-จีนต้นแบบ EPR ดึงรัฐ-เอกชนร่วมรีไซเคิล

หลายประเทศเริ่มตระหนักว่าการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐส่วนกลาง ภาคธุรกิจ และรัฐบาลท้องถิ่น ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจผ่านกฎหมายการรีไซเคิลเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและกฎหมายส่งเสริมการรีไซเคิลทรัพยากรขนาดเล็ก ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก และผู้บริโภครับผิดชอบร่วมกันตามหลักความรับผิดชอบของผู้ผลิตตลอดวงจรชีวิตสินค้า (Extended Producer Responsibility: EPR)

ขณะเดียวกัน หน่วยงานท้องถิ่นทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและคัดแยกขยะ ก่อนส่งต่อเข้าสู่ระบบรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน ภาครัฐจึงไม่ได้ผลักภาระทั้งหมดไปยังเทศบาล แต่สร้างกลไกทางการเงินและกฎหมายให้ทุกฝ่ายร่วมรับผิดชอบ ทำให้ญี่ปุ่นสามารถเพิ่มอัตราการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ลดการฝังกลบ และสร้างอุตสาหกรรมรีไซเคิลที่มีมูลค่าสูงควบคู่กันไปได้

ในขณะที่ประเทศจีนก็มีบทเรียนที่น่าสนใจไม่แพ้กัน หลังจากเผชิญปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาล รัฐบาลได้พัฒนาระบบ “เมืองปลอดขยะ” (Zero-Waste Cities) และจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้เงินสมทบจากผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำมาอุดหนุนผู้ประกอบการรีไซเคิลที่ได้รับการรับรอง

 นอกจากนี้ จีนยังลงทุนพัฒนาระบบติดตามการเคลื่อนย้ายขยะด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น ทำให้สามารถตรวจสอบเส้นทางของขยะอิเล็กทรอนิกส์ ลดการลักลอบกำจัดที่ผิดกฎหมาย และเพิ่มประสิทธิภาพในการนำโลหะหายากกลับมาใช้ใหม่

 บทเรียนจากทั้งสองประเทศมีจุดร่วมไม่แตกต่างกันคือ การบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้มีประสิทธิภาพ รัฐบาลส่วนกลางต้องสนับสนุนทั้งงบประมาณ เทคโนโลยี และข้อมูลให้ท้องถิ่น เพื่อให้หน่วยปกครองเล็ก ๆ เรานี้สามารถปฏิบัติภารกิจได้ หากทรัพยากรไม่เพียงพอก็ให้หน่วยงานระดับท้องถิ่นที่ใหญ่กว่าดูแล

ไทยต้องผูก Green Transition กับ E-Waste ตั้งแต่ต้นทาง

สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียวควรถูกออกแบบใหม่ให้เชื่อมโยงกับระบบการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้ไข รัฐบาลควรกำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติที่เชื่อมโยงนโยบายพลังงาน นโยบายอุตสาหกรรม และนโยบายสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยกำหนดให้ทุกโครงการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ หรือระบบกักเก็บพลังงาน ต้องมีแผนรองรับการเก็บคืนและรีไซเคิลอุปกรณ์เมื่อหมดอายุการใช้งาน

พร้อมทั้งผลักดันกฎหมาย EPR อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและรีไซเคิล แทนที่จะปล่อยให้ท้องถิ่นรับภาระเพียงฝ่ายเดียว หลักการสำคัญคือ ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการจำหน่ายสินค้า ควรร่วมรับผิดชอบต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตลอดอายุของผลิตภัณฑ์

ในขณะเดียวกัน การเสริมศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเป็นหัวใจของการปฏิรูปครั้งนี้ รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณแบบมีเงื่อนไขสำหรับการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะ สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์รวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ระดับจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถติดตามปริมาณขยะ แบ่งปันข้อมูล และวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฉะนั้นการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้มีประสิทธิภาพต้องแก้เรื่องโครงสร้างความสัมพันธ์และงบประมาณระหว่างท้องถิ่นกับส่วนกลาง เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจะยั่งยืนได้ ก็ต่อเมื่อการบริหารจัดการของเสียมีความยั่งยืน

บทความโดย : รองศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์  พานแก้ว
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์