thansettakij
thansettakij
ถอดรหัส SMR ไทยพร้อมแค่ไหน กับทางเลือกพลังงานแห่งอนาคต

ถอดรหัส SMR ไทยพร้อมแค่ไหน กับทางเลือกพลังงานแห่งอนาคต

31 ก.ค. 69 | 08:45 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ก.ค. 69 | 08:45 น.

SMR อาจไม่ใช่คำตอบเดียวของระบบไฟฟ้าไทย แต่เป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ ที่ต้องเริ่มศึกษาและเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ เพื่อรองรับ Data Center, AI และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำในอนาคต

KEY

POINTS

  • SMR ถูกพิจารณาในฐานะแหล่งพลังงานสะอาดที่ผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง (Clean Firm Power) เพื่อเสริมเสถียรภาพให้กับพลังงานหมุนเวียน ไม่ใช่เพื่อนำมาทดแทนทั้งหมด
  • ไทยยังไม่พร้อมในปัจจุบันและจำเป็นต้องใช้เวลาเตรียมการอย่างน้อย 10-15 ปี ทั้งด้านกฎหมาย การพัฒนาบุคลากร และการสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากสังคม
  • ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องการเตรียมความพร้อมเชิงสถาบัน กฎหมาย การกำกับดูแล ต้นทุนทางการเงิน และการยอมรับของประชาชน

ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ไทยหรือ PDP 2026 ที่กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำ ได้มีการบรรจุโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor) หรือเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กเข้าไว้ในแผนเดียวกำลังผลิตราว 2,400-3,000 เมกะวัตต์ ท่ามกลางคำถามสำคัญว่าเทคโนโลยีนี้มีความจำเป็นต่อประเทศไทยหรือไม่ และไทยมีความพร้อมเพียงใดสำหรับการก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานนิวเคลียร์เชิงพาณิชย์

SMR ทางเลือก ไม่ใช่คำตอบเดียว

“ฐานเศรษฐกิจ” ได้มีโอกาส สัมภาษณ์ ผศ.ดร.ญาณิน สุขใจ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์และระบบพลังงาน ได้ให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า ประเทศไทยยังไม่จำเป็นต้องรีบสรุปว่า SMR คือคำตอบเดียว แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มศึกษา เตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย พัฒนาบุคลากร และสร้างความเข้าใจแก่สังคมตั้งแต่วันนี้ เนื่องจากระบบไฟฟ้าในอนาคตต้องตอบโจทย์ Energy Trilemma หรือสามเหลี่ยมสมดุลทางพลังงาน 3 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่ ไฟฟ้าต้องมีเพียงพอ มีความมั่นคงจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง และต้องลดการปล่อยคาร์บอนอย่างยั่งยืน

เสริมพลังงานหมุนเวียน ไม่ใช่แทนที่

แม้ว่าพลังงานหมุนเวียน อย่างแสงอาทิตย์และลมจะมีต้นทุนที่ตํ่าลงมาก และควรเป็นกำลังหลักในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ข้อจำกัดพื้นฐานคือความผันผวนที่ไม่แน่นอน ดังนั้น SMR จึงถูกพิจารณาในฐานะ “Clean Firm Power” หรือแหล่งพลังงานสะอาดที่ผลิตได้ต่อเนื่อง เพื่อทำหน้าที่เสริมเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ไม่ใช่สิ่งที่นำมาเพื่อแทนที่พลังงานหมุนเวียนทั้งหมด

ผศ.ดร.ญาณิน สุขใจ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

 

โดย SMR ตามนิยามของ IAEA คือเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กที่มีกำลังผลิตไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ต่อโมดูล จุดเด่นคือการผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปจากโรงงานแล้วนำมาประกอบในพื้นที่โครงการ ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนและระยะเวลาการก่อสร้างเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่แบบเดิม แม้ประโยชน์ในด้านต้นทุนยังเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์จากการก่อสร้างเชิงพาณิชย์ในจำนวนมากต่อไปก็ตาม

ในด้านความเป็นไปได้ที่โครงการนี้จะเกิดขึ้นจริงในไทย อาจารย์ญาณินมองว่า ในเชิงเทคนิคนั้นมีความเป็นไปได้ แต่ในเชิงสถาบัน กฎหมาย และการยอมรับของประชาชน ยังมีงานต้องเตรียมการอีกมาก แม้ไทยจะพอมีรากฐานจากหน่วยงานอย่างสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ และมีประสบการณ์จากเครื่องปฏิกรณ์วิจัยอยู่บ้าง แต่สำหรับโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์นั้น ต้องการระบบกำกับดูแลที่เป็นอิสระ กฎหมายความรับผิดทางนิวเคลียร์ที่ชัดเจน แผนการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้ว และกากกัมมันตรังสีที่รัดกุม รวมถึงระบบความมั่นคงทางไซเบอร์และแผนฉุกเฉินที่ได้มาตรฐานสากล

ไทยมีเวลาเตรียมตัว 10-15 ปี

สิ่งที่ต้องเน้นยํ้าคือ SMR ไม่ใช่โครงการที่ตัดสินใจวันนี้แล้วจะเดินเครื่องได้ในทันที แต่สำหรับประเทศที่เริ่มใหม่ต้องใช้เวลาเตรียมการอย่างน้อย 10-15 ปี ตั้งแต่การเตรียมกฎหมายไปจนถึงการก่อสร้างจริง ดังนั้นเป้าหมายที่สมเหตุสมผลคือการเริ่มกระบวนการเตรียมความพร้อมและศึกษาความเป็นไปได้แบบไม่ยึดติดเทคโนโลยี ในช่วงเวลานี้ เพื่อให้ประเทศไทยมีทางเลือกจริงในปี 2573-2583

SMR กับโจทย์ Data Center ไทย

ส่วน SMR จะเข้ามาการรองรับอุตสาหกรรม Data Center ที่กำลังเติบโตและต้องการไฟฟ้าสะอาดมหาศาลนั้น อาจารย์ญาณินวิเคราะห์ว่า SMR อาจเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบแต่ไม่ใช่ในระยะสั้น ข้อดีของ SMR คือการผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง มีค่า Capacity Factor สูง และปล่อยคาร์บอนตํ่าตลอดวงจรชีวิต ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของบริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีโลกอย่าง Google, Amazon, Microsoft และ Meta ที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด

อย่างไรก็ตาม SMR ไม่ใช่ทางออกสำหรับ Data Center ที่จะเปิดในอีก 3 ปีข้างหน้า แต่จะเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์สำหรับ AI Infrastructure ของไทยในทศวรรษหน้ามากกว่า ในขณะที่ปัจจุบันและระยะ 5-10 ปีข้างหน้า ทางออกหลักของไทยยังคงต้องพึ่งพาพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และก๊าซธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นหลัก

สำหรับการพิจารณาพื้นที่ตั้งโครงการ อาจารย์ญาณินเสนอว่า ไม่ควรเริ่มจากการระบุชื่อจังหวัด แต่ควรใช้เกณฑ์ทางวิศวกรรมและความปลอดภัยเป็นหลัก เช่น ต้องมีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวและนํ้าท่วมตํ่า มีแหล่งนํ้าระบายความร้อนที่เหมาะสม และอยู่ห่างจากชุมชนหนาแน่นตามมาตรฐานสากล พื้นที่ที่น่าสนใจคือ Brownfield Site หรือพื้นที่โรงไฟฟ้าเดิมและพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เนื่องจากมีความพร้อมของระบบสายส่งและมักได้รับการยอมรับจากชุมชนมากกว่าพื้นที่ใหม่ เช่น พื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออก ภาคใต้ หรือนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่ควรค่าแก่การศึกษา แต่ต้องผ่านกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) อย่างเป็นระบบก่อนสรุปผล

หากไม่มี SMR ไทยเสียอะไร

หากสุดท้ายแล้วประเทศไทยไม่สามารถมี SMR ได้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่ถึงขั้นขาดแคลนไฟฟ้าทันที แต่จะทำให้ “ชุดทางเลือกด้านพลังงานคาร์บอนตํ่าที่ผลิตได้ต่อเนื่อง” ของประเทศแคบลง เราอาจต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและ LNG จากต่างประเทศมากขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคง ซึ่งมีความเสี่ยงด้านราคาในตลาดโลก และอาจทำให้ภาคอุตสาหกรรมหนักของไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน ด้านการลดคาร์บอนเมื่อเทียบกับประเทศที่มีนิวเคลียร์หรือพลังงานสะอาดที่มั่นคงกว่า ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การตัดสินว่าต้องมีหรือไม่ แต่คือการรักษาทางเลือกทางเทคโนโลยีนี้ไว้และศึกษาอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้ตกขบวนในอนาคต

โรดแมปพลังงานไทย 3 ระยะ

 เมื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างพลังงานหมุนเวียนกับ SMR อาจารย์ญาณินเตือนว่าต้องไม่นำต้นทุนต่อหน่วยมาเปรียบเทียบกันโดยตรง เนื่องจากเป็นไฟฟ้าคนละคุณสมบัติ พลังงานหมุนเวียนมีข้อดีคือสร้างเร็ว ต้นทุนก่อสร้างลดลงมาก แต่มีความไม่ต่อเนื่อง ในขณะที่ SMR มีเงินลงทุนเริ่มต้นและค่าดอกเบี้ยสูง แต่ให้ความเสถียรและใช้พื้นที่น้อย ดังนั้นระบบไฟฟ้าที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการใช้พลังงานหมุนเวียน “ร่วมกับ” แหล่งพลังงานสะอาดที่มั่นคงอย่าง SMR เพื่อให้ระบบมีความยืดหยุ่นและเสถียรที่สุด

อุปสรรคสำคัญที่ต้องก้าวข้ามมีทั้งเรื่องต้นทุนทางการเงินที่สูงและต้องมีกลไกรับความเสี่ยงจากรัฐบาล เทคโนโลยีที่หลายแบบยังอยู่ระหว่างการสาธิต ความท้าทายในการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้ว และที่สำคัญที่สุดคือ การยอมรับของประชาชน หากภาครัฐเน้นเพียงการประชาสัมพันธ์เชิงขายโครงการโดยไม่เปิดเผยความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมาจะยิ่งทำให้ขาดความเชื่อมั่น นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงเรื่องการพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางที่ต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษ และความเสี่ยงจากการเลือกเทคโนโลยีเร็วเกินไปจนเกิดภาวะ Technology Lock-in

อาจารย์ญาณินจึงเสนอแนะยุทธศาสตร์พลังงานเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน (1-5 ปี) เน้นการเปิด Direct PPA และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนพร้อมแบตเตอรี่ ระยะกลาง (5-10 ปี) พัฒนาตลาดพลังงานไร้คาร์บอน และเริ่มกระบวนการกฎหมายรวมถึงการเลือกพื้นที่สำหรับ SMR และ ระยะยาว (10-20 ปี) พิจารณานำ SMR มาใช้เป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่มั่นคงหลักเมื่อเทคโนโลยีผ่านการพิสูจน์แล้ว โดยสรุปแล้ว ประเทศไทยไม่ควรเลือกเดิมพันกับพลังงานเพียงชนิดเดียว แต่ต้องสร้างระบบผสมผสานที่ชาญฉลาด เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเติบโตได้โดยไม่แย่งชิงทรัพยากรไฟฟ้าและนํ้าจากประชาชน และไม่เพิ่มภาระคาร์บอนให้กับโลกอย่างแท้จริง