
ผู้เชี่ยวชาญหนุน 'Hybrid Clean Energy' เร่งสำรวจ 'พลังงานความร้อนใต้พิภพ' ควบคู่โซลาร์-SMR
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานหนุนประเทศไทย ใช้ 'Hybrid Clean Energy' ระบบพลังงานสะอาดแบบผสม แนะไทยเร่งสำรวจ 'พลังงานความร้อนใต้พิภพ' ควบคู่โซลาร์-SMR ดันไทยสู่ Net Zero 2050
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ไทยใช้ระบบพลังงานสะอาดแบบผสมผสาน (Hybrid Clean Energy) โดยนำจุดแข็งของพลังงานโซลาร์ พลังงานความร้อนใต้พิภพ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) มาใช้ร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050
- ชูพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) เป็นทางเลือกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเสริมจุดอ่อนของโซลาร์และพลังงานลม
- ข้อเสนอเร่งด่วนคือให้ไทยเริ่มสำรวจและจัดทำแผนที่ศักยภาพพลังงานความร้อนใต้พิภพทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาในอนาคต แทนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทันที
หลังจากที่ประเทศไทยได้ประกาศแผนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 อย่างเป็นทางการในที่ประชุม COP30 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2025 พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 47% ในปี 2035 นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศที่ต้องนำมาพิจารณาจัดทำแผน PDP ด้วย
นายวิศิษฎ์ คูทองกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์ที จีโอเทอร์มอล จำกัด เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ประเทศไทยไม่ควรมองการพัฒนาพลังงานสะอาดเป็นการแข่งขันระหว่างเทคโนโลยีแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) หรือพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) แต่ควรพัฒนาระบบพลังงานสะอาดแบบผสม (Hybrid Clean Energy)
โดยนำจุดแข็งของแต่ละเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกัน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว รองรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050
เทียบต้นทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด
จากข้อมูลของ Lazard ปี 2025 ระบุว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ (LCOE) ของโรงไฟฟ้า Solar ขนาดใหญ่อยู่ที่ประมาณ 38-78 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) ขณะที่พลังงานลมบนบก (Onshore Wind) อยู่ที่ 37-86 ดอลลาร์ต่อ MWh ส่วนพลังงานความร้อนใต้พิภพอยู่ที่ 66-109 ดอลลาร์ต่อ MWh และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่มีต้นทุนอยู่ที่ 141-220 ดอลลาร์ต่อ MWh
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวของนิวเคลียร์เป็นข้อมูลของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ไม่ใช่ SMR โดยตรง ขณะที่ข้อมูล Geothermal ส่วนใหญ่ยังเป็นระบบดั้งเดิม ไม่ใช่เทคโนโลยี Enhanced Geothermal Systems (EGS) รุ่นใหม่ทั้งหมด
Solar -Wind มีต้นทุนต่ำ แต่มีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องในการผลิตไฟฟ้า
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากองค์การพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) ระบุว่า โครงการที่เริ่มเดินเครื่องในปี 2024 มีต้นทุนเฉลี่ยของ Solar อยู่ที่ประมาณ 43 ดอลลาร์ต่อ MWh และพลังงานลมบนบกประมาณ 34 ดอลลาร์ต่อ MWh ทำให้ทั้งสองเทคโนโลยีเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าใหม่ที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม แม้ Solar และ Wind จะมีต้นทุนต่ำ แต่ก็มีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องในการผลิตไฟฟ้า เนื่องจาก Solar ผลิตไฟได้เฉพาะช่วงที่มีแสงแดด ส่วน Wind ขึ้นอยู่กับความเร็วลม ดังนั้น หากต้องการระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมง ยังจำเป็นต้องมีระบบกักเก็บพลังงาน (Battery) ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) รวมถึงโรงไฟฟ้าที่สามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่องเข้ามาเสริม
Geothermal เสริมแกร่งพลังงานสะอาดไทย
นายวิศิษฎ์กล่าวว่า เทคโนโลยี Geothermal แบบ EGS เป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญ เพราะใช้การเจาะหลุมลึกและสร้างทางไหลของน้ำในชั้นหินร้อนใต้ดิน เพื่อดึงความร้อนขึ้นมาผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง
สำหรับ SMR มีข้อดีคือสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ใช้พื้นที่ก่อสร้างน้อย และไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างการเดินเครื่อง แต่ต้นทุนของโครงการแรกยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยการประเมินบางฉบับระบุว่าต้นทุนอาจอยู่ที่ประมาณ 180 ดอลลาร์ต่อ MWh และมีโอกาสลดลงใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อ MWh เมื่อมีการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมและเกิดการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี
นายวิศิษฎ์มองว่า สูตรพลังงานที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย คือการใช้ Solar เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าต้นทุนต่ำในช่วงกลางวัน ใช้ Wind ช่วยเสริมในพื้นที่ที่มีศักยภาพ ใช้ Geothermal เป็นพลังงานสะอาดที่ผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
SMR จะมีบทบาทเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน
ขณะที่ SMR จะมีบทบาทในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว ส่วน Battery และ Smart Grid จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงทุกเทคโนโลยีให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
Geothermal พลังงานสำคัญของไทยในอนาคต
ที่ผ่านมา Geothermal มักถูกจำกัดอยู่ในประเทศที่มีภูเขาไฟหรือแหล่งน้ำพุร้อนอุณหภูมิสูง แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่ เช่น การเจาะหลุมลึก การเจาะแนวราบ การสร้างทางไหลในชั้นหินร้อน การจำลองแหล่งกักเก็บใต้ดิน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ กำลังทำให้สามารถพัฒนาโครงการในพื้นที่ที่ไม่ใช่เขตภูเขาไฟได้มากขึ้น ซึ่งเรียกรวมว่า Next-generation Geothermal หรือระบบ EGS
นายวิศิษฎ์กล่าวเพิ่มเติมว่า รายงาน The Future of Geothermal Energy ของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) สะท้อนว่า พลังงานความร้อนใต้พิภพจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในระบบพลังงานโลก เนื่องจากสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องพึ่งพาสภาพอากาศ และใช้พื้นที่บนผิวดินค่อนข้างน้อย
สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่มีภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่ แต่ยังมีข้อมูลและทรัพยากรพื้นฐานจำนวนมาก เช่น น้ำพุร้อน แอ่งตะกอนลึก หินแกรนิต รอยเลื่อน หลุมปิโตรเลียม หลุมน้ำบาดาล รวมถึงบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาและการเจาะสำรวจ ซึ่งเพียงพอที่จะเริ่มศึกษาศักยภาพอย่างเป็นระบบ
นายวิศิษฎ์เห็นว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทันที แต่ควรเร่งจัดทำแผนที่ทรัพยากร Geothermal ระดับประเทศ รวบรวมข้อมูลอุณหภูมิใต้ดิน สำรวจค่าความลาดชันของอุณหภูมิใต้ดิน (Geothermal Gradient) ดำเนินการเจาะหลุมสำรวจขนาดเล็ก และจัดทำกฎหมายหรือระบบใบอนุญาตที่ชัดเจน เพื่อวางรากฐานสำหรับการพัฒนาในอนาคต
ทั้งนี้ การบรรลุเป้าหมาย NET ZERO จะไม่สามารถพึ่งพาพลังงานเพียงประเภทเดียวได้ Solar และ Wind จะยังเป็นกำลังหลักของระบบไฟฟ้า แต่เมื่อสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ประเทศไทยจะยิ่งต้องการแหล่งพลังงานสะอาดที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่
สุดท้ายผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องตัดสินใจในวันนี้ว่า Geothermal จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้กี่พันเมกะวัตต์ แต่ควรเริ่มตัดสินใจว่าจะเริ่มสำรวจทรัพยากรพลังงานสะอาดใต้พื้นดินของประเทศอย่างเป็นระบบเมื่อใด เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero จะต้องอาศัยทั้งพลังงานที่อยู่บนท้องฟ้าและพลังงานที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดินควบคู่กันไป





