

KEY
POINTS
นายนภดล รมยะรูป อุปนายก สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เข้าสู่การลดการปล่อยก๊าซเรื่อนกระจก หรือคาร์บอนต่ำ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050
โดยล่าสุดได้ดำเนินการร่วมกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) ผ่าน TCMA x GIZ at TCMA Technical Conference 2026 ภายใต้แนวคิด MadeInGermany: Cement Decarbonization in Practice – Insights for Thailand ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากประเทศ Global North สู่การประยุกต์ใช้ในบริบทของไทย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศ Global South
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยได้ก้าวข้ามช่วงของการประกาศเจตนารมณ์ และเข้าสู่ระยะของการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้ผลิตปูนซีเมนต์สมาชิก โดย TCMA ได้ร่วมกันขับเคลื่อน Thailand 2050 Net Zero Cement and Concrete Roadmap อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้เชื้อเพลิงและวัตถุดิบทดแทน (AFR) และพลังงานหมุนเวียน
ขณะเดียวกันยังได้ดำเนินการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ โดยร่วมกับ GIZ ภายใต้โครงการ Thai-German Cooperation on Energy, Mobility and Climate (TGC EMC) เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านนโยบาย เทคโนโลยี และการวิจัยพัฒนา เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก
นางเอ็บบา ชอลล์ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย กล่าวว่า เยอรมนีให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมหนัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ซึ่งต้องอาศัยทั้งนวัตกรรม นโยบาย และความร่วมมือระหว่างประเทศ
สำหรับเยอรมนี MadeInGermany ไม่ได้หมายถึงแหล่งผลิต แต่สะท้อนมาตรฐานของนวัตกรรม คุณภาพ และแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่พิสูจน์แล้ว เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
“ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาองค์ความรู้ การเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว และการยกระดับความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการลงทุนเพื่อความสามารถในการแข่งขันในอนาคต”
ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลง-สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ภาครัฐอยู่ระหว่างเร่งพัฒนากรอบกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรการส่งเสริมการลงทุนสีเขียว และเครื่องมือทางการเงิน เพื่อรองรับการลงทุนในเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว
“ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยี สร้างรูปแบบการลงทุนใหม่ และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และเป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของไทย”
อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนควรเร่งเตรียมความพร้อม ทั้งการลงทุนในเทคโนโลยี การบริหารจัดการข้อมูล และการปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจ เพื่อรองรับทิศทางกฎหมายและนโยบายที่จะเกิดขึ้น
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนในระยะยาว โดยภาครัฐจะสนับสนุนผ่านมาตรการและกลไกทางการเงิน เพื่อให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปพร้อมกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง