

KEY
POINTS
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปงานสัมมนา “ Production Solutions Technology Day 2026” จัดโดยบริษัท Baker Hughes ผู้นำระดับโลกเทคโนโลยีพลังงาน ด้านการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียม ซึ่งถือเป็นเวทีระดับนานาชาติในการแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมล่าสุดที่จะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ โดยเน้นไปที่แนวคิดหลักคือ “Producing More with Less” หรือการผลิตให้มากขึ้นโดยใช้ทรัพยากรที่น้อยลง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านความน่าเชื่อถือของการผลิต การบริหารจัดการต้นทุน และความท้าทายด้านคาร์บอนที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญ
นายวิศรุต ทังสุนทรขุน รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ชี้ให้เห็นว่า ภูมิทัศน์ด้านพลังงานของโลก ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ไทยต้องเร่งสร้างความมั่นคง จัดหาพลังงานที่เชื่อถือได้และมีราคาที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายความยั่งยืนและการเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งปัจจุบันทรัพยากรปิโตรเลียมจากอ่าวไทยและแหล่งผลิตบนบก ที่เคยเป็นรากฐานในการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานมาอย่างยาวนานนั้น หลายแหล่งได้เข้าสู่ระยะเจริญเต็มที่ หรือช่วงปลายอายุของแหล่งแล้ว
แม้ว่าการสำรวจแหล่งใหม่ ๆ จะยังคงมีความสำคัญ แต่ความสำเร็จในอนาคตของอุตสาหกรรมจะขึ้นอยู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพและการสร้างมูลค่าสูงสุดจากสินทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมเป็นหลัก ซึ่งแหล่งปิโตรเลียมที่อยู่ในช่วงปลายอายุนี้ ถือเป็นหนึ่งในโอกาสของภาคส่วนต้นนํ้าในประเทศไทย เพราะนํ้ามันดิบทุกบาร์เรลและก๊าซธรรมชาติทุกโมเลกุลที่สามารถขุดเจาะเพิ่มขึ้นมาได้ รวมถึงการขยายอายุการใช้งานของแหล่งผลิต ล้วนสามารถสร้างมูลค่าให้แก่ประเทศชาติได้มหาศาล
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมให้ความสนับสนุนบริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปิโตรเลียมด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย ภายใต้แนวคิด “Producing More with Less” หรือการผลิตให้ได้มูลค่าที่มากขึ้นโดยใช้ทรัพยากรที่น้อยลง เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายในยุคเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ที่ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการลดต้นทุน
ขณะที่การจัดหาปิโตรเลียมเพิ่มเติม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้เปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 25 ไปแล้ว ซึ่งผลการพิจารณาคัดเลือกได้ถูกเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีแล้ว และคาดว่าจะมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการเพื่อเริ่มการดำเนินงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ในเร็วๆ นี้
อีกทั้ง กรมฯยังมีแผนที่จะเสนอครม.ช่วงเดือนสิงหาคม 2569 นี้ ในการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 26 ในพื้นที่นํ้าลึก (Deep Water) หรือฝั่งอันดามัน จำนวน 1 แปลง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีความท้าทายทางเทคนิคสูงและต้องการโซลูชันที่เฉพาะเจาะจงเพื่อเข้าถึงทรัพยากร ควบคู่ไปกับการผลักดันโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินงานนำร่องโดย ปตท.สผ. และรัฐบาลกำลังเร่งจัดเตรียมกฎระเบียบรองรับเพื่อยืนยันศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ทางธรณีวิทยาบริเวณอ่าวไทยตอนบน
สำหรับเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลท์สำคัญ ซึ่งเป็นโซลูชันอัจฉริยะ ได้แก่ InjectRT™ Chemical Optimizer ที่ใช้งานร่วมกับระบบปั๊มจุ่มไฟฟ้า (ESP) ถือเป็นนวัตกรรมที่จะเข้ามาปฏิวัติการดูแลรักษาระบบปั๊มในหลุมเจาะ โดยการใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลและควบคุมการฉีดสารเคมีแบบเรียลไทม์ เพื่อป้องกันปัญหาการกัดกร่อนและการเกิดตะกรัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ปั๊มหยุดทำงานก่อนเวลาอันควร การที่ระบบสามารถปรับปริมาณสารเคมีให้เหมาะสมกับสภาวะในหลุมเจาะได้โดยอัตโนมัติ ไม่เพียงแต่ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ (Run-life) แต่ยังช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นการลดต้นทุนและลดรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) จากกระบวนการผลิตและการขนส่งสารเคมีได้อย่างมาก สอดรับกับความพยายามของอุตสาหกรรมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน
การนำเสนอโซลูชันสำหรับการบริหารจัดการแหล่งพลังงานระยะท้ายและแหล่งพลังงานที่มีกำไรน้อย รวมถึงการเพิ่มผลผลิตนํ้ามันด้วยวิธี EOR & CEOR (Enhanced Oil Recovery & Chemical Enhanced Oil Recovery) การปลดล็อกมูลค่าจากแหล่งพลังงานเดิมผ่านการเจาะหลุมเพิ่ม (Infill Drilling) และการพัฒนาพื้นที่โครงการใหม่ โดยใช้ประวัติข้อมูลทางเทคนิคมาประกอบการตัดสินใจ การใช้ EOR ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มปริมาณการสกัดนํ้ามันได้มากขึ้น แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอนในอนาคตอีกด้วย
อีกทั้ง เทคโนโลยีนํ้าลึกและโซลูชันที่ไม่ต้องใช้แท่นขุดเจาะ ซึ่งมุ่งเน้นการลดความเสี่ยงและลดค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก เป็นต้น
จากคอลัมน์ Circular Economy ชีวิตดี เริ่มที่เรา โดย : กรีนเดย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง