
สถาบันปิโตรเลียมฯแนะเลิกอุ้มดีเซล ชี้บิดเบือนตลาด เสี่ยงภาระการคลังระยะยาว
สถาบันปิโตรเลียมละพลังงานแห่งชาติแนะเลิกอุ้มดีเซล ชี้บิดเบือนตลาด เสี่ยงภาระการคลังระยะยาว เตือนวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ ไทยต้องตั้งรับน้ำมันแพงถาวร
KEY
POINTS
- สถาบันปิโตรเลียมฯ เสนอให้รัฐบาลยกเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล เนื่องจากราคาน้ำมันจะไม่กลับไปถูกเหมือนในอดีต
- ชี้ว่าการอุ้มราคาดีเซลเป็นการแทรกแซงและบิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งอาจสร้างภาระทางการคลังให้ประเทศในระยะยาว
- แนะให้เปลี่ยนมาใช้วิธีช่วยเหลือประชาชนแบบเฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนแทนการอุดหนุนเป็นการทั่วไป และส่งเสริมพลังงานทางเลือก
ดร. คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งชาติ เปิดเผยผ่านสัมมนาหัวข้อ วุฒิสภา ไขปัญหา วิกฤตพลังงานไทย โดยระบุว่า คาดการณ์ว่าสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางจะยืดเยื้อ ไม่จบภายในปี 2569 และทำให้วิกฤตราคาพลังงานจะลากยาว
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าราคาคือความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งภาครัฐควรบริหารไม่ให้เกิดความขาดแคลนเป็นอันดับแรกส่วนราคาน้ำมันจะไม่กลับมาสู่ยุคราคาน้ำมันถูกแบบ 30 บาทต่อลิตรอีกแล้ว
ดังนั้นไทยจำเป็นต้องปรับตัวรับกับยุคราคาน้ำมันแพง แต่ไม่ควรใช้วิธีแทรกแซงกลไกตลาด ไม่ควรอุ้มราคาน้ำมันดีเซล
หากจะช่วยเหลือประชาชนควรเลือกช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น การส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ให้มีราคาถูก
ซึ่งภาครัฐเดินมาถูกทาง และควรปรับค่าแรงขั้นต่ำและปรับขึ้นภาษีให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามระบบโครงสร้างน้ำมันแบบเสรีของไทยถูกใช้มานานแล้ว ที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นกลไกที่ดี แม้จะเกิดวิกฤตราคาพลังงานในครั้งนี้ ราคาน้ำมันของไทยก็ไม่ได้แพงกว่าสหรัฐฯ และยังต่ำกว่ามาเลเซีย รวมถึงยังถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
ดังนั้น การเข้าไปแทรกแซงค่าการกลั่น โดยเห็นว่าได้กำไรสูงในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน และจะเข้าไปเก็บภาษีลาภลอยนั้น สามารถทำได้แต่ต้องออกกฎหมายมารองรับก่อน
และต้องเป็นการเก็บภาษีตามรอบบัญชี เพื่อให้เก็บจากกำไรที่แท้จริง อย่างเช่นในปี 2565 ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็เกิดวิกฤติราคาน้ำมันพุ่งสูง แต่พอปลายปีราคาน้ำมันลดลงกำไรก็ลดลงด้วย







